ดีไซน์ มากความสามารถ
จนคุณไม่อยากวาง
ซึ่งต่อให้ไม่วาง ก็ไม่
รู้สึกว่าหนักหนาอะไร

สิ่งแรกที่คุณจะรู้สึกได้ทันทีก็คือความบางและเบา
อย่างเหลือเชื่อ เพราะ iPad Air 2 นั้นบางเฉียบเพียง 6.1 มิลลิเมตร ทำให้นี่คือ iPad ที่บางที่สุดเท่าที่เคยมีมาของเรา แถมยังหนักไม่ถึง 450 กรัม
ด้วยซ้ำไป ดังนั้นการที่คุณจะถือไปไหนมาไหนด้วยมือเดียว
จึงกลายเป็นเรื่องปกติที่จะทำได้ง่ายๆ แล้วก็สบายๆ

ความฉลาดล้ำทำให้บาง
ส่วนความแข็งแรงต้องขอบคุณอะลูมิเนียม

ย้อนกลับไปตอนเปิดตัวเมื่อ 4 ปีที่แล้ว iPad รุ่นแรกนั้นเรียกได้ว่าเป็นผู้วางมาตรฐานแห่งความบางและเบา
นับแต่นั้นมา iPad แต่ละรุ่นก็บางและเบาลงเรื่อยๆ ซึ่งที่เป็นไปได้ก็เพราะตัวเครื่องอะลูมิเนียม Unibody
สุดทนทานที่ทำให้ iPad Air 2 ไม่สูญเสียความแข็งแรงไปแม้แต่น้อยกับการทำตัวเครื่องให้บางลง
เพราะแค่วินาทีแรกที่คุณหยิบเครื่องขึ้นมา คุณก็จะสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งและความทนในทันที

เปรียบเทียบ iPad Air 2 กับรุ่นก่อนหน้านี้

437 กรัม
บาง 6.1 มม.

ไม่ใช่แค่จอภาพที่บางลง
แต่ยังเป็นจอภาพที่ดีขึ้นด้วย

จอภาพใน iPad รุ่นก่อนหน้านี้ประกอบด้วย 3 ส่วนแยกจากกัน แต่ iPad Air 2 เปลี่ยนทั้งหมดนั้นใหม่ด้วยการผสานทั้ง 3 เลเยอร์ให้เหลือเพียงหนึ่งเดียว จึงทำให้แต่ละเลเยอร์ไม่มีช่องว่าง และเมื่อไม่มีช่องว่างก็ไม่มีแสงสะท้อน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ สีสันที่สวยสดกว่าเดิม คอนทราสต์ที่ยอดเยี่ยมกว่า ส่วนภาพที่ได้ก็คมชัดยิ่งกว่าและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้นด้วย

  • กระจกจอภาพ
  • เซ็นเซอร์สัมผัส
  • LCD
  • จอภาพแบบ Full
    Lamination
จอภาพขนาด 9.7 นิ้ว
ความละเอียด 2048×1536
3.1 ล้านพิกเซล

คอนเทนต์ของคุณ
อยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว

ตอนนี้เลเยอร์ LCD จะใกล้กับดวงตา
(และนิ้ว) ของคุณยิ่งกว่าเดิม ดังนั้น
เมื่อคุณสัมผัสหน้าจอ คุณจะรู้สึกราวกับ
ได้สัมผัสคอนเทนต์ของคุณจริงๆ ขณะที่ทุกสิ่ง
ที่คุณทำ ไม่ว่าจะเล่นเกม ท่องเว็บ
หรือแม้แต่เพลิดเพลินไปกับรูปภาพและวิดีโอ คุณก็จะรู้สึกได้ถึงความใกล้ชิดและเต็มอิ่มสมจริงยิ่งขึ้นด้วย

แสงสะท้อนที่น้อยที่สุด
ในบรรดาแท็บเล็ตทั้งหมด

iPad Air 2 นั้นเคลือบด้วยสารกันแสงสะท้อนที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยลดแสงสะท้อนลงถึง 56% ผลคือเราได้แท็บเล็ต
ที่มีแสงสะท้อนน้อยที่สุดในโลก เรียกได้ว่า
ไม่ว่าจะในสภาพแวดล้อมแบบไหน จะที่ออฟฟิศ ห้องเรียน หรือกลางแจ้ง ทุกสิ่ง
บนจอภาพก็จะคมชัดและอ่านง่ายกว่าที่เคย

เงิน เทาสเปซเกรย์ และใหม่กับสีทอง
สามสีเมทัลลิกที่สวยงามยอดเยี่ยม
ไม่แพ้กับตัว iPad เอง

นักออกแบบของเราใส่ใจกับด้านหลังของ iPad ไม่น้อยไปกว่าด้านหน้า ตัวเครื่องอะลูมิเนียมชุบผิวของ iPad Air 2 จึงมาพร้อมกับสีเมทัลลิกสุดหรูให้เลือกถึง 3 แบบ ได้แก่ สีเงิน สีเทาสเปซเกรย์
และสีใหม่ที่สวยงามอย่างสีทอง

สำคัญทุกรายละเอียดไม่เว้นแม้แต่ในระดับไมครอน

ขอบมุมที่ลาดเอียงของตัวเครื่องอะลูมิเนียม Unibody นั้นได้ผ่าน
การเจียระไนขอบด้วยเพชร
ผลึกเดี่ยว จึงทำให้มีความคลาดเคลื่อน
เพียง
ไม่กี่ไมครอน (ในขณะที่เส้นผมมนุษย์มีขนาดราว 75 ไมครอน
โดยประมาณ) ซึ่งถึงแม้ว่ารายละเอียด
ที่ลึกลงไปถึงระดับนี้อาจดูไม่จำเป็น แต่สำหรับเรา ทุกรายละเอียดนี่แหละคือสิ่งที่ช่วยเติมเต็มสู่ประสบการณ์โดยรวมที่เหนือกว่า

iPad ที่โลกทั้งโลกพร้อมจะรัก

เราตระหนักถึงผลกระทบที่ผลิตภัณฑ์ของเรามีต่อโลกเสมอ และ
เราก็ทราบดีว่าผลกระทบนั้นจะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องหลังจากที่ผลิตภัณฑ์สิ้นสุดอายุการใช้งาน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผลิตภัณฑ์ของ Apple เกือบทุกประเภทจึงผลิตจากวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้สูง อย่างเช่น อะลูมิเนียม รวมถึงเป็นสาเหตุที่เราทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อ
ไม่ให้มีสารที่เป็นอันตรายอยู่ในชิ้นส่วนต่างๆ ของเรา

iPad Air 2 คือตัวอย่างที่ดีที่สุด เพราะตัวเครื่องอะลูมิเนียมนั้น
มีอัตราการนำกลับไปรีไซเคิลได้สูง และ iPad Air ทุกเครื่อง
ก็ปลอดสารหน่วงการติดไฟในกลุ่มโบรมีน (BFR) และโพลีไวนิลคลอไรด์ (PVC) เรียกได้ว่า Apple เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีมาตรฐานการใช้วัสดุปลอดสาร BFR และ PVC ที่เข้มงวดที่สุดในอุตสาหกรรม และเรา
ก็คาดหวังมาตรฐานในระดับเดียวกันจากซัพพลายเออร์ของเรา
ดังนั้นเราจึงทำแม้กระทั่งแยกชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ออกเป็นชิ้นๆ
ในห้องแล็บที่ Cupertino แล้วทดสอบส่วนประกอบเหล่านั้นโดย
ใช้วิธีต่างๆ มากมาย เช่น การทำ Fluorescence Spectroscopy
ด้วยรังสีเอกซเรย์
และ Ion Chromatography เป็นต้น ทั้งหมดนี้
เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่วางจำหน่ายเป็นไปตามมาตรฐาน
ด้านสิ่งแวดล้อม

Apple กับสิ่งแวดล้อม
จอภาพ LCD ปลอดสารปรอท
กระจกจอภาพปลอดสารอาร์เซนิก
ปลอดสาร BFR
ปลอดสาร PVC
ตัวเครื่องอะลูมิเนียมรีไซเคิลได้