เครื่องมือสำหรับจัดการ
ความเป็นส่วนตัวของคุณ

เพราะเราเชื่อว่าความเป็นส่วนตัวเริ่มต้นจากระบบความปลอดภัยที่ดี
โดยในส่วนนี้คุณจะพบกับข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติอันทรงพลังที่จะช่วยปกป้องอุปกรณ์
และข้อมูลของคุณให้ปลอดภัย ตลอดจนเคล็ดลับเพื่อป้องกันการหลอกลวงแบบฟิชชิ่ง และการดูแลบัญชีของคุณให้ปลอดภัยอยู่เสมอ นอกจากนี้ เรายังคิดว่าการควบคุมสิ่งที่คุณแชร์ตลอดจนคนที่คุณต้องการแชร์ด้วยควรเป็นเรื่องง่าย ดังนั้น Mac, อุปกรณ์​ iOS และ Apple Watch ทุกเครื่องจึงมาพร้อมคุณสมบัติที่จะช่วยให้คุณ
จัดการเรื่องนี้ได้แบบไร้ปัญหา

ปกป้องอุปกรณ์ของคุณให้ปลอดภัย

หากต้องการปกป้องบัญชี iCloud และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ให้ปลอดภัยนั้น Mac, อุปกรณ์ iOS และ Apple Watch ของคุณจะต้องปลอดภัยด้วยเช่นกัน ต่อไปนี้เป็นวิธีที่จะช่วยป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นนอกจากคุณใช้งานอุปกรณ์
และเข้าถึงข้อมูลของคุณได้

ใช้รหัสผ่านบนอุปกรณ์ของคุณ ยิ่งซับซ้อนเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น

การตั้งค่ารหัสผ่านถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้องอุปกรณ์ของคุณ ซึ่งนี่คือวิธีง่ายๆ แต่ทรงประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้าใช้งานข้อมูลบนเครื่องของคุณ ในกรณีที่อุปกรณ์หายหรือถูกขโมย และเมื่อเป็น iOS 9 รหัสผ่านเริ่มต้นบน iPhone ที่ใช้ Touch ID จะเปลี่ยนเป็นตัวเลข 6 หลักแทนตัวเลขเดิมที่มีเพียง 4 หลัก แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่การจับคู่รหัสที่เพิ่มขึ้นจาก 10,000 เป็นหนึ่งล้านชุดนี่แหละจะทำให้การถอดรหัสผ่านของคุณยากขึ้นไปอีกหลายเท่าเลยทีเดียว

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปกป้องอุปกรณ์ของคุณด้วยรหัสผ่าน

เปิดใช้งาน Touch ID

หากคุณใช้ iPhone 5s หรือใหม่กว่า คุณจะสามารถใช้งาน Touch ID ระบบความปลอดภัยจากลายนิ้วมือที่มีความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีมากที่สุด โดยระบบจะไม่มีการเก็บภาพลายนิ้วมือจริงๆ ของคุณไว้ แต่จะแปลงภาพนั้นเป็นสมการทางคณิตศาสตร์สำหรับใช้แทนลายนิ้วมือ ซึ่งจะไม่สามารถใช้เทคนิคทางวิศวกรรมแปลงย้อนกลับ
เป็นภาพลายนิ้วมือได้เลย และสมการทางคณิตศาสตร์นี้ก็จะได้รับการจัดเก็บไว้อย่างปลอดภัยใน Secure Enclave ซึ่งอยู่ภายในชิพของโทรศัพท์ โดยที่ iOS หรือแอพอื่นๆ ไม่สามารถเข้าถึงได้ อีกทั้งยังไม่มีการจัดเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของ Apple หรือสำรองข้อมูลไว้ใน iCloud หรือที่อื่นใด

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของ Touch ID

ใช้แอพค้นหา iPhone, iPad และ Mac

การเปิดใช้แอพค้นหา iPhone, iPad และ Mac จะช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของคุณได้ตลอดเวลา ไม่ว่าเครื่องจะถูกขโมยหรือสูญหาย โดยคุณสามารถดูได้ว่าอุปกรณ์ของคุณอยู่ที่ไหนบนแผนที่ หรือเคยอยู่ตรงไหนมาบ้าง ดังนั้นโอกาสที่คุณจะหาเครื่องเจอหรือได้เครื่องคืนจึงมีมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งถ้าคุณไม่สามารถได้เครื่องคืนมา ก็ยังสามารถลบข้อมูลส่วนตัวออกจากเครื่องได้จากระยะไกล และเมื่อไหร่ที่คุณลงชื่อเข้าใช้ iCloud ในอุปกรณ์เครื่องใหม่ แอพค้นหา iPhone ก็จะถูกเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติทันที

ส่วนคุณสมบัติการล็อกการเข้าใช้งานเครื่องซึ่งมาพร้อมกับแอพค้นหา iPhone ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่น
เปิดใช้งานเครื่องของคุณและนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ว่าคุณจะสั่ง
ลบข้อมูลในเครื่องจากระยะไกลไปแล้วก็ตาม ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดแรงจูงใจในการขโมยเครื่องไปได้มาก นอกจากนี้คุณสมบัติการล็อกการเข้าใช้งานเครื่องยังสามารถใช้งานกับ Apple Watch ได้อีกด้วย

ปกป้อง Apple ID ของคุณให้ปลอดภัย

Apple ID ของคุณก็คือบัญชีที่คุณใช้ในการเข้าถึงบริการทุกอย่างของ Apple รวมถึง iCloud, App Store,
iTunes Store และอีกมากมาย ดังนั้นการปกป้อง Apple ID ของคุณให้ปลอดภัยอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับข้อมูลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นปฏิทิน รายชื่อ อีเมล รูปภาพ หรือแม้แต่ไฟล์ข้อมูลสำรองจากอุปกรณ์ iOS ของคุณ

เลือกรหัสผ่านสำหรับ
Apple ID ที่เดายาก
และไม่ซ้ำใคร

การใช้รหัสผ่านที่เดายากเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้อง
บัญชีของคุณให้ปลอดภัย ซึ่งเราแนะนำว่า อย่าใช้รหัสผ่าน
สำหรับ Apple ID ซ้ำกับรหัสผ่านที่คุณใช้ในบัญชีอินเทอร์เน็ต
อื่นๆ และเพื่อให้รหัสผ่านของคุณเดายาก อย่าตั้งรหัสผ่านจาก
ข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณที่ผู้อื่นสามารถค้นหาได้ง่ายๆ เรียกได้ว่า
รหัสผ่านใหม่สำหรับ Apple ID ทั้งหมดจะต้องเป็นรหัสผ่าน
ที่เดายากที่ตรงตามข้อกำหนดที่ใช้กันทั่วไปในอุตสาหกรรม
และจะต้องไม่ซ้ำกับรหัสผ่านที่คุณเคยใช้ในปีที่ผ่านมา

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งรหัสผ่านที่เดายาก

รหัสผ่านของคุณจะต้อง

  • มีอย่างน้อย 1 ตัวอักษร
  • มีอย่างน้อย 1 ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่
  • มีอย่างน้อย 1 ตัวเลข
  • ไม่มีอักขระเดียวกันซ้ำกันหลายตัว
  • ไม่ซ้ำกับชื่อบัญชี
  • มีอย่างน้อย 8 อักขระ
  • ไม่ใช้รหัสผ่านที่เป็นคำธรรมดาทั่วไป
  • ไม่ซ้ำกับรหัสผ่านที่เคยใช้ในปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ คุณยังสามารถเพิ่มอักขระพิเศษและเครื่องหมายวรรคตอน
เพื่อให้รหัสผ่านของคุณเดายากยิ่งขึ้นได้

ตั้งคำตอบที่เดาได้ยากให้กับ
คำถามเพื่อความปลอดภัย

การตั้งคำถามเพื่อความปลอดภัยเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ Apple
ใช้ในการยืนยันตัวคุณในกรณีที่ลืมรหัสผ่านสำหรับ Apple ID
ซึ่งคำถามเหล่านี้ควรเป็นคำถาม
ที่มีแต่ตัวคุณเท่านั้นที่ทราบ
คำตอบ และเป็นคำตอบที่เดาได้ยากเช่นเดียวกับรหัสผ่าน
ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ใครคาดเดาได้ง่ายๆ จึงไม่ควรใช้
ข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวคุณที่อาจค้นหาได้ทั่วไป

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอัพเดทคำถาม
และคำตอบเพื่อความปลอดภัย

เปิดการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน

การยืนยันตัวตนสองขั้นตอนเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษา
ความปลอดภัยให้กับข้อมูลของคุณ เนื่องจากเป็นการเพิ่ม
ความปลอดภัยให้กับ Apple ID อีกขั้น โดยก่อนที่คุณหรือใคร
ก็ตามจะทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ กับบัญชีของคุณ ทำการซื้อ
ใน iTunes หรือ App Store จากอุปกรณ์
เครื่องใหม่ หรือลงชื่อ
เข้าใช้ iCloud, iMessage หรือ FaceTime เราจะส่งรหัสยืนยัน
ไปยังอุปกรณ์
เครื่องใดเครื่องหนึ่งที่เชื่อถือได้ของคุณ และเมื่อ
ใส่รหัสดังกล่าวพร้อมกับรหัสผ่าน คุณก็จะเข้าสู่ระบบได้ทันที
ส่วนผู้ที่ไม่สามารถใส่รหัสผ่านของคุณพร้อมกับรหัสยืนยันได้
ก็จะถูกกันออกไป การเปิดการยืนยันตัวตนสองขั้นตอนให้กับ
Apple ID ของคุณจึงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดใน
การปกป้องตัวคุณเองจากการหลอกลวงแบบฟิชชิ่ง และ
ความพยายามอื่นๆ ที่จะล่อลวงเอาข้อมูลรหัสผ่านของคุณ

ดูวิธีตั้งค่าการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน

สำหรับ iOS 9 และ OS X El Capitan วิธีการใหม่ที่เรียกว่า
การรับรองความถูกต้องจากสององค์ประกอบได้ถูกใส่เข้ามา
พร้อมกับระบบปฏิบัติการ เพื่อให้การปกป้องข้อมูลของคุณนั้น
เป็นไปได้ง่ายยิ่งกว่าเคย1

ดูเพิ่มเติม

ปลอดภัย ไร้กังวล

การใช้งานคุณสมบัติด้านความปลอดภัยของ Apple ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ แต่เรื่องความปลอดภัยก็ยังคงเป็นสิ่งที่คุณต้องตระหนักอยู่เสมอเมื่อมีการใช้งานอุปกรณ์ดิจิตอลหรือบริการออนไลน์ ดังนั้นคุณจึงควรตรวจสอบและอัพเดทการตั้งค่าระบบความปลอดภัยเป็นประจำ และคอยระวังการหลอกลวงรูปแบบต่างๆ ที่อาจสร้างความเสียหายให้กับข้อมูลของคุณได้

ระวังการหลอกลวงแบบฟิชชิ่ง

"ฟิชชิ่ง" หมายถึงความพยายามที่จะล่อลวงเอาข้อมูลส่วนตัว
จากคุณ ไม่ว่าจะเป็นรหัสผ่านสำหรับ Apple ID หรือข้อมูล
บัตรเครดิต ซึ่งมักจะเป็นการล่อลวงผ่านทางอีเมล หรือ
การส่งข้อความ ซึ่งหากมองแบบผิวเผิน อีเมลหรือข้อความ
เหล่านี้จะดูเหมือนว่าส่งมาจากบริษัทหรือบุคคลที่ถูกต้อง
ตามกฎหมาย แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เลย ดังนั้นการเปิดการยืนยัน
ตัวตนสองขั้นตอนให้กับ Apple ID ของคุณจึงเป็นวิธีการที่ดี
ที่สุดในการปกป้องตัวคุณเองจากการหลอกลวงเหล่านี้ และ
หากคุณได้รับอีเมลที่คิดว่าเป็นการหลอกลวงแบบฟิชชิ่ง
และอ้างว่าส่งมาจาก Apple โปรดส่งอีเมลนั้นมาที่ reportphishing@apple.com

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปกป้องตัวคุณจาก
การหลอกลวงแบบฟิชชิ่ง
ต่อไปนี้เป็นสัญญาณเตือนเพียงบางส่วนที่เข้าข่าย
ความพยายามหลอกลวงแบบฟิชชิ่ง
  • ที่อยู่ผู้ส่งไม่ตรงกับชื่อของบริษัทที่แอบอ้าง
  • ข้อความถูกส่งไปยังที่อยู่อื่นซึ่งไม่ตรงกับที่คุณ
    เคยให้ไว้กับบริษัท
  • ลิงก์พาคุณไปยังเว็บไซต์ซึ่งมี URL ไม่ตรงกับ
    เว็บไซต์ของบริษัท
  • ข้อความเริ่มต้นด้วยคำทักทายทั่วไป เช่น
    "เรียนท่านลูกค้าผู้มีเกียรติ" บริษัทที่ถูกต้อง
    ตามกฎหมายส่วนใหญ่จะใส่ชื่อของคุณไว้
    ในข้อความที่ส่งให้คุณ
  • ข้อความดูแตกต่างจากข้อความอื่นที่เคยได้รับจากบริษัทโดยสิ้นเชิง
  • ข้อความขอข้อมูลส่วนตัวของคุณ เช่น หมายเลขบัตรเครดิตหรือรหัสผ่านบัญชี ในกรณีนี้ อย่าตอบกลับหรือคลิกลิงก์ใดๆ แต่คุณควรไปยังเว็บไซต์ของบริษัทเพื่อหาข้อมูลติดต่อ แล้วแจ้ง
ถึงปัญหานี้กับบริษัทโดยตรง
  • ข้อความขยะเชิงพาณิชย์ที่มีไฟล์แนบมาด้วย หากคุณ
    ได้รับข้อความประเภทนี้ โปรดติดต่อบริษัทเพื่อตรวจสอบคอนเทนต์ดังกล่าวก่อนที่จะเปิดไฟล์แนบ

เปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ

การเปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับ Apple ID เป็นประจำจะช่วยให้คุณตั้งรหัสผ่านที่เดายากด้วยวิธีที่อัพเดทที่สุดเสมอ และถึงแม้ว่ารหัสผ่านจะตกอยู่ในมือของผู้อื่น คุณก็มั่นใจได้ว่ารหัสผ่านนั้นจะไม่สามารถใช้การได้ ซึ่งถ้ารหัสผ่านสำหรับ Apple ID ของคุณเป็นรหัสผ่านที่ใช้มานานสักระยะหนึ่ง เป็นรหัสผ่านเดียวกับที่เคยใช้มาก่อน เป็นรหัสผ่านเดียวกับที่ใช้สำหรับบัญชีออนไลน์อื่น หรือเป็นรหัสผ่านที่ไม่ใช่ประเภทเดายากเป็นพิเศษ นั่นแปลว่าถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ ยิ่งถ้าคุณรู้สึกว่าคนอื่นอาจเดารหัสผ่านของคุณได้ คุณควรเปลี่ยนรหัสผ่านทันที

เปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับ Apple ID ของคุณ

ใส่ใจต่อการแจ้งเตือนเกี่ยวกับ Apple ID ของคุณ

เราใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของคุณอย่างจริงจัง ดังนั้น
ทุกครั้งที่เราติดต่อถึงคุณเพื่อแจ้งเกี่ยวกับ Apple ID นั่นแปลว่า
จะต้องเป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆ เพราะไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
ใดๆ เกิดขึ้นกับ
บัญชีของคุณ เช่น เมื่อคุณลงชื่อเข้าใช้อุปกรณ์
ใหม่เป็นครั้งแรก 
อัพเดทวิธีการชำระเงิน หรือเปลี่ยนรหัสผ่าน
ก็ตาม คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจาก Apple ผ่านทางอีเมล
หรือการแจ้งแบบพุช 
(เราจะไม่ใช้การส่งข้อความหรือ iMessage
สำหรับการนี้) ดังนั้น
หากคุณได้รับการแจ้งเตือนในเรื่องที่
กล่าวมาโดยที่คุณไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ ย่อมอาจเป็นไปได้
ว่ามีผู้อื่นลักลอบเข้าใช้บัญชี
ของคุณ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
ให้ไปที่ “Apple ID ของฉัน” 
เพื่อเปลี่ยนรหัสผ่านของคุณทันที
และหากคุณต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม
โปรด ติดต่อฝ่ายบริการช่วยเหลือของ Apple

ระวังสิ่งที่คุณแชร์

การแชร์ข้อมูลบางประเภทกับแอพและบริการต่างๆ จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของ Apple ทำงานได้ดียิ่งกว่าเดิม
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าได้หลากหลายรูปแบบ เช่น เลือกว่าจะแชร์ข้อมูลใด แชร์ที่ไหน และควรสำรองข้อมูลเมื่อไหร่
สิ่งสำคัญที่คุณควรทราบก็คือ การตั้งค่าของคุณถูกปรับแต่งไว้อย่างไรในปัจจุบัน และคุณจะสามารถ
ควบคุมการตั้งค่าเหล่านั้นในแบบง่ายๆ ได้อย่างไร

ปรับแต่งการตั้งค่า
iCloud ของคุณ

คุณสามารถควบคุมลักษณะการแชร์เพลง รูปภาพ สุขภาพ เอกสาร และข้อมูลอื่นๆ ระหว่างอุปกรณ์และบัญชี iCloud ของคุณได้ ซึ่งสำหรับการใช้งานกับ iOS คุณสามารถตรวจสอบได้จากอุปกรณ์ของคุณ ว่ากำลังมีการแชร์และสำรองข้อมูลใดไว้กับบริการ iCloud บ้าง โดยเข้าไปดูได้ที่การตั้งค่า แล้วเลือกเมนู iCloud นอกจากนี้ คุณยังสามารถเปิดหรือปิดแต่ละบริการได้ คุณจึงเลือกได้ว่าต้องการสำรองข้อมูลไหนเป็นพิเศษในทุกอุปกรณ์ของคุณ หรืออยากเก็บอะไรไว้เพียงเฉพาะในในอุปกรณ์เครื่องเดียวเท่านั้น ส่วนบน Mac คุณก็สามารถควบคุมการตั้งค่าเหล่านี้ได้เช่นกัน โดยเข้าไปที่ iCloud ในการตั้งค่าระบบ หรือถ้าเป็น Windows PC คุณก็สามารถทำได้
ใน Control Panel

จัดการกับข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งของคุณ

Apple ให้คุณควบคุมการเก็บข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งและ
การนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในอุปกรณ์ทุกเครื่องของคุณ
โดยคุณจะต้องเลือกว่าต้องการเปิดใช้งานบริการหา
ตำแหน่งที่ตั้งหรือไม่ ซึ่งตามค่าเริ่มต้นจะปิดไว้ และคุณจะ
สังเกตเห็นได้ว่าอุปกรณ์ iOS จะขออนุญาตจากคุณก่อน
เปิดให้แอพใดๆ ก็ตามเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งของคุณ
รวมถึงแอพต่างๆ ใน Apple Watch ของคุณที่จับคู่อยู่
อย่างไรก็ตามคุณสามารถเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ และเลือกที่
จะไม่ใช้บริการหาตำแหน่งที่ตั้งทั้งหมด หรือเลือกเปิด
เฉพาะแอพและบริการเพียงบางตัวก็ได้

และเนื่องจากลูกค้าของเราต้องการและคาดหวังให้อุปกรณ์
พกพาช่วยทำอะไรต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้ เช่น
คำนวณระยะเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางไปทำงาน
หรือคาดการณ์สภาพการจราจร ซึ่ง iOS ก็ทำให้สิ่งนั้น
เป็นจริงได้ แถมยังปลอดภัยอีกด้วย อย่างเช่น เมื่อคุณเลือก
ที่จะเปิดใช้บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง iOS ก็สามารถจดจำสถานที่
ประจำของคุณ และนำไปใช้เพื่อแสดงข้อมูลการเดินทางใน
ศูนย์การแจ้งเตือน หรือหาเส้นทางโดยอัตโนมัติใน CarPlay
อีกเรื่องสำคัญที่คุณควรทราบก็คือ ข้อมูลสถานที่ประจำนั้นจะ
ยังคงอยู่ในเครื่องของคุณ โดยจะไม่ถูกส่งมายัง Apple หรือ
สำรองข้อมูลไว้ใน iTunes หรือ iCloud แต่อย่างใด ยกเว้นในกรณี
ที่คุณเลือกที่จะช่วยปรับปรุงแผนที่สำหรับตัวคุณเองและผู้ใช้
คนอื่นๆ จึงจะมีการเก็บข้อมูลสถานที่ประจำของคุณเป็น
ครั้งคราว แต่ข้อมูลที่จัดเก็บไว้นั้นจะอยู่ในรูปแบบที่ไม่ระบุว่า
มาจากใคร นอกจากนี้ ข้อมูลสถานที่ประจำยังได้รับการเข้ารหัส
ด้วยคีย์ที่ปกป้องด้วยรหัสผ่านบนอุปกรณ์ของคุณ ซึ่งคุณ
สามารถเปิดหรือปิดคุณสมบัตินี้ได้ตลอดเวลา และคุณจะสังเกต
เห็นว่าอุปกรณ์ iOS จะขออนุญาตจากคุณก่อนเปิดให้แอพอะไร
ก็ตามสามารถเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งของคุณได้ ไม่เว้น
แม้แต่แอพจาก Apple ที่มาพร้อมเครื่อง

ควบคุมข้อมูลที่แชร์กับแอพต่างๆ

แอพจาก App Store มักจะทำงานได้ดียิ่งขึ้นเมื่อสามารถเข้าถึงข้อมูลของคุณจากรายชื่อ ปฏิทิน หรือรูปภาพ แต่เราคิดว่าคุณควรรู้ทุกครั้งว่ามีแอพใดบ้างที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลนั้นและทำไม เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้ว่าควรอนุญาตหรือไม่ และค่าเริ่มต้นของเราก็คือการให้คุณเป็นคนตัดสินใจในเรื่องนี้ คุณจึงเห็นข้อความปรากฏขึ้นมาในครั้งแรกที่แอพของบริษัทอื่นต้องการเข้าถึงข้อมูลนั้น และถึงแม้ว่าคุณจะอนุญาตไปแล้ว ก็สามารถยกเลิกได้ทุกเมื่อ

จำกัดการแสดงโฆษณาตามความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย

ธุรกิจของเราไม่ต้องพึ่งรายได้จากการขายโฆษณา แต่หลายๆ บริษัทก็อยู่ได้ด้วยสิ่งนั้น และก็เป็นเรื่องจริงที่ว่าบนอุปกรณ์ iOS โฆษณาเป็นส่วนช่วยสนับสนุนแอพบางส่วน ดังนั้นเราจึงพัฒนาข้อมูลโฆษณาประจำตัว หรือ Advertising Identifier ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้แบบชั่วคราวขึ้นมาเพื่อช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของคุณ โดยบริการโฆษณาของ Apple ที่เรียกว่า iAd จะใช้ตัวบ่งชี้นี้ในการแสดงโฆษณาให้คุณดูผ่านช่องทางต่างๆ เช่น แอพจากบริษัทอื่นและ iTunes Radio โดยข้อมูลโฆษณาประจำตัวจะช่วยเหลือผู้โฆษณาในการควบคุมจำนวนครั้งที่คุณเห็นโฆษณาตัวใดตัวหนึ่ง วัดผลของแคมเปญโฆษณา และปรับปรุงการแสดงโฆษณาให้ตรงกับความสนใจของคุณมากขึ้นได้ เว้นแต่คุณจะเลือกปิดการทำงานในส่วนนี้

เมื่อใดก็ตามที่คุณต้องการลบข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
กับข้อมูลโฆษณาประจำตัวของคุณ ก็สามารถรีเซ็ตได้ในทันที
ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของ
เราในการเลิกใช้ตัวบ่งชี้แบบถาวรบนอุปกรณ์พกพา แต่หากคุณ
ไม่อยากเห็นโฆษณาบนอุปกรณ์พกพาที่แสดงตามความสนใจ
ของคุณ ก็สามารถเลือกจำกัดการติดตามโฆษณาได้ด้วยสวิตช์
เปิด/ปิดง่ายๆ ซึ่งเมื่อไหร่ที่คุณเปิด "จำกัดการติดตามโฆษณา"
แอพจากบริษัทอื่นก็จะไม่สามารถใช้ข้อมูลโฆษณาประจำตัว
เพื่อแสดงโฆษณาตามกลุ่มเป้าหมายได้ ซึ่งเป็นข้อห้ามที่ Apple
กำหนดไว้ และในกระบวนการส่งแอพมายัง App Store นั้น Apple
ก็ยังกำหนดให้นักพัฒนาทุกรายยอมรับว่าจะปฏิบัติตามสิ่งที่
คุณเลือกไว้ใน "จำกัดการติดตามโฆษณา" ด้วย ส่วน iAd นั้น
จะปฏิบัติตามตัวเลือก "จำกัดการติดตามโฆษณา" ทุกครั้ง
ที่มีการแสดงโฆษณา และจะไม่แสดงโฆษณาตามความสนใจ
ให้กับผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกไม่รับโฆษณาตามความสนใจ

“สิ่งที่ [Apple] ไม่ทำก็คือการหยิบยื่นคีย์สำหรับเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดให้กับผู้โฆษณา และปล่อยให้
ผู้โฆษณานำซอฟต์แวร์สำหรับขุดค้นข้อมูลและ
กำหนดกลุ่มเป้าหมายของตัวเองมาต่อเข้า
โดยตรงกับข้อมูลนั้น”

TechCrunch

ท่องเว็บแบบส่วนตัว

เพียงแค่เปิดเลือกชมเว็บแบบส่วนตัว Safari ก็จะไม่เพิ่มเว็บไซต์ที่คุณเปิดลงในประวัติการเข้าชม ไม่จดจำสิ่งที่คุณค้นหา หรือบันทึกข้อมูลใดๆ จากแบบฟอร์มออนไลน์ที่คุณกรอก ซึ่งสำหรับ Safari นอกจากจะมีตัวบล็อคคอนเทนต์แล้ว เรายังมีแพลตฟอร์มให้นักพัฒนาทั่วไปสามารถใช้ในการบล็อคโฆษณา เพื่อช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของคุณได้ดียิ่งขึ้นด้วย และในตอนนี้เราก็ได้เปิดให้นักพัฒนาแอพนำตัวบล็อคเหล่านี้เข้ามาใช้ใน iOS และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสิ่งนี้บน OS X ด้วย คุณจึงสามารถใช้ตัวบล็อคเหล่านี้ควบคุมคอนเทนต์ที่เบราเซอร์จะโหลดขึ้นมา และบล็อคคอนเทนต์จากใครก็ตามที่พยายามติดตามการใช้งานของคุณบนเว็บไซต์หรือระหว่างเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งคุณสมบัติการรองรับตัวบล็อคคอนเทนต์ใน Safari นี้ก็ยังได้รับการออกแบบขึ้นมาในลักษณะที่ไม่สามารถส่งข้อมูลกลับไปยังนักพัฒนาเพื่อบอกว่าคุณเข้าเว็บไซต์ไหนมาบ้างอีกด้วย

นอกจากนี้ คุณยังสามารถเลือก DuckDuckGo เป็นเสิร์ชเอนจิ้นหลักได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถค้นหาเว็บได้โดยไม่ถูกเก็บข้อมูล และ Safari ก็เป็นเบราเซอร์ตัวแรกที่มีเสิร์ชเอนจิ้นนี้สำหรับเป็นตัวเลือกที่มาพร้อมเครื่องให้กับคุณ และเพื่อเพิ่มการป้องกัน เราได้เพิ่มส่วนขยายที่สามารถดาวน์โหลดได้สำหรับ Safari ซึ่งจะบล็อคคอนเทนต์ที่เป็นอันตรายที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรวบรวมที่อยู่ของไซต์ที่คุณเข้าชม

ปกป้องความเป็นส่วนตัว
ของเด็กๆ

เราช่วยให้คุณตั้งค่าการควบคุมสำหรับผู้ปกครอง
และจำกัดการใช้งานบนอุปกรณ์ของ Apple ได้ง่ายๆ เพื่อ
ให้คุณสามารถเลือกเว็บไซต์ที่เด็กๆ เปิด ประเภทภาพยนตร์
และรายการทีวีที่เด็กๆ ดู การใช้งาน FaceTime และกล้อง หรือ
แม้แต่การดาวน์โหลดแอพจากภายนอกมาใช้ และเนื่องจาก
การควบคุมสำหรับผู้ปกครองและการจำกัดการใช้งานนั้น
เป็นการตั้งค่าเฉพาะอุปกรณ์ เราจึงขอแนะนำให้คุณตั้งค่านี้
ในอุปกรณ์ Apple ทุกเครื่องที่ลูกๆ ของคุณใช้

เมื่อมีคุณสมบัติ "การแชร์กันในครอบครัว" คราวนี้เด็กๆ
ก็สามารถมี Apple ID เป็นของตัวเองได้แล้ว ซึ่งถือเป็นครั้งแรก
สำหรับแพลตฟอร์มอุปกรณ์พกพาหลักๆ ที่ใช้กันอยู่ และเราก็ได้
พัฒนาเครื่องมือ อย่างเช่น "ขอก่อนซื้อ" (ซึ่งอนุญาตให้พ่อแม่
เป็นผู้อนุมัติการซื้อแอพหรือการซื้อภายในแอพ) เพื่อให้พ่อแม่
สามารถควบคุมการสั่งซื้อที่มาจาก Apple ID ของลูกๆ
ได้ โดยเราจะขอความยินยอมอย่างถูกต้องจากพ่อแม่หรือ
ผู้ปกครองก่อนสร้าง Apple ID สำหรับเด็ก และเปิดให้บัญชี
ของผู้ใหญ่สามารถมองเห็นการใช้งานและคอนเทนต์ของ
เด็กๆ ได้

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติ "การแชร์กันในครอบครัว"

เลือกว่าต้องการแชร์ข้อมูลการวินิจฉัยปัญหาหรือไม่

คุณสามารถเลือกว่าต้องการส่งข้อมูลทางเทคนิคที่ไม่มี
การระบุตัวตนเพื่อให้ Apple นำไปใช้ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์
และบริการให้ดียิ่งขึ้นหรือไม่ ซึ่งหากคุณอยากช่วยเราปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการ ก็สามารถเข้าร่วมโครงการ "การวินิจฉัยและการใช้งาน" และส่งข้อมูลที่ไม่มีการระบุตัวตนเกี่ยวกับอุปกรณ์และแอพพลิเคชั่นที่คุณใช้มาให้เรา โดยการส่งข้อมูลนี้จะต้องได้รับความยินยอมอย่างชัดเจนจากคุณ และคุณสามารถดูข้อมูลดังกล่าวบนอุปกรณ์ของคุณหรือหยุดส่งข้อมูลได้ตลอดเวลา และ Apple จะไม่ส่งข้อมูลนี้ให้กับหน่วยงานภาครัฐใดๆ ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ iOS ยังมาพร้อมกับความสามารถในการวินิจฉัย
ปัญหาขั้นสูง ซึ่งอาจมีประโยชน์ในการแก้ไขข้อผิดพลาด
หรือหาสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ของคุณ
โดยความสามารถในการวินิจฉัยปัญหาขั้นสูงเหล่านี้จะไม่
ส่งข้อมูลใดๆ มายัง Apple หากไม่มีการใช้เครื่องมือเสริม
และไม่ได้รับความยินยอมอย่างชัดเจนจากคุณ