ResearchKit และ CareKit

เสริมศักยภาพ
ให้กับนักวิจัยทางการแพทย์
หมอ แล้วก็วันนี้ ตัวคุณ

ทุกวันนี้แพทย์จากทั่วทุกมุมโลกต่างกำลังใช้ iPhone เพื่อเปลี่ยนวิธีคิด
ที่เรามีต่อเรื่องสุขภาพ
ไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งที่ผ่านมาแอพที่สร้างสรรค์จาก
ResearchKit ก็ได้ให้ทั้งข้อมูลเชิงลึกรวมถึง
การค้นพบทางการแพทย์
ต่างๆ มากมายภายในเวลาอันรวดเร็ว และยังส่งผลในวงกว้าง
อย่างที่
ไม่เคยมีมาก่อน จากความสำเร็จนี้เองได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้เรา
ขยาย
ขอบเขตจากเรื่องของการวิจัยทางการแพทย์มาสู่การดูแลสุขภาพ
ส่วนบุคคล ด้วยการ
เปิดตัว CareKit ซึ่งเป็นเฟรมเวิร์กที่นักพัฒนา
สามารถใช้ในการสร้างแอพที่จะเข้ามา
ช่วยคุณดูแลสุขภาพ
ของตนเองในแต่ละวันได้

ดูภาพยนตร์

ResearchKitเมื่อการทำวิจัยทางการแพทย์ง่ายขึ้น
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค
ก็ง่ายขึ้นด้วย

สำหรับนักวิจัยทางการแพทย์แล้ว ขั้นตอนแรกในการต่อสู้กับโรคอะไรก็ตามคือ
การทำความเข้าใจ
เกี่ยวกับโรคนั้น และ ResearchKit ก็คือสิ่งที่จะช่วยให้นักวิจัย
บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ด้วยความที่
ResearchKit คือเฟรมเวิร์กแบบ
โอเพ่นซอร์สสำหรับการพัฒนาแอพ จึงช่วยให้การลงทะเบียนผู้ที่
สนใจเข้าร่วม
และการศึกษาวิจัยทำได้ง่ายขึ้น และเมื่อดูจากปริมาณข้อมูลที่รวบรวม
ได้ตั้งแต่
เปิดตัว รวมถึงความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว
ถ้าจะถือว่าสิ่งนี้
เป็นการปฏิวัติวงการก็คงไม่ผิดนัก

โรคพาร์กินสันอาจแสดงอาการแตกต่าง
กันไปในแต่ละวัน
แต่นั่นไม่เป็นปัญหา
เพราะด้วยแอพ mPower ทำให้ตอนนี้
Melinda Penkava สามารถติดตามอาการ
ของเธอแบบ
วันต่อวัน และแชร์ข้อมูลกับทีม
ที่ดูแลเธอได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

ผู้เข้าร่วมที่มากขึ้น
ย่อมหมายถึงข้อมูลที่
มากขึ้น และก็ผลการวิจัย
ที่มีความหมายมากขึ้น

ปัญหาที่ท้าทายที่สุดสำหรับนักวิจัยก็คือการ
หา
อาสาสมัครมาเข้าร่วม ซึ่งหลายๆ ครั้ง
มักจบลงที่
มีผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยเพียง
ไม่กี่คน แต่นั่นไม่ใช่
กับเรา เพราะด้วยจำนวน
ผู้ใช้ iPhone ที่มีอยู่มากมาย
ทั่วโลกนั้น
ย่อมหมายความว่าแอพที่พัฒนาขึ้นบน
ResearchKit สามารถลงทะเบียนรับ
อาสาสมัครที่
สนใจเข้าร่วม และเก็บรวบรวม
ข้อมูลได้ในปริมาณที่
มากยิ่งกว่าที่เคย
ยิ่งไปกว่านั้นยังเก็บข้อมูลได้บ่อย
มากขึ้นด้วย
ไม่ว่าจะเป็นรายวันหรือแม้แต่รายชั่วโมง
ในขณะที่อาสาสมัครก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ
ซึ่งผลลัพธ์
ที่ได้ก็คือ กลุ่มศึกษาที่ใหญ่ขึ้น
กว่าเดิมมากและมีความ
หลากหลายยิ่งขึ้น
รวมถึงได้รับข้อมูลที่สม่ำเสมอกว่า
ที่ผ่านมา
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือกลุ่มคนเหล่านี้สามารถ
เป็นตัวแทนของประชากรที่สอดคล้องกับ
ความเป็นจริง
ได้มากขึ้นนั่นเอง

นำการวิจัยออกจาก
ห้องทดลองไปสู่โลก
แห่งความเป็นจริง

ResearchKit ช่วยให้คุณสมัครเข้าร่วมใน
การ
ศึกษาวิจัยได้ง่ายขึ้นโดยใช้ iPhone
ที่คุณพกไว้
ในกระเป๋าอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็น
ต้องเดินทางไป
โรงพยาบาลหรือสถานที่
วิจัยเพื่อทำการทดสอบ
ต่างๆ และตอบ
แบบสอบถามอีกต่อไป หากแต่
คุณ
สามารถทำกิจกรรมต่างๆ โดยใช้เซ็นเซอร์
ที่ล้ำสมัยใน iPhone แล้วประมวลผลออก
มาเป็น
ข้อมูลที่แม่นยำได้เลยไม่ว่าจะอยู่
ที่ไหน ซึ่งจะทำให้
นักวิจัยมีแหล่งข้อมูลที่
ถูกต้องตรงตามความ
เป็นจริงยิ่งกว่า
เมื่อก่อน

เรามาไกลที่สุดเท่าที่จะทำ
ได้แล้ว
สำหรับการวิจัยแบบ
เดิมๆ แต่ใน
วันนี้เรากำลังก้าว
ไปได้ไกลยิ่งขึ้น
ด้วยเทคโนโลยี
ที่อยู่ในกระเป๋า
ของเรานี่เอง

Dr. Helen Link Egger, Duke University Medical Center

งานวิจัยได้ก้าวหน้าไปมาก
และที่สำคัญอย่างรวดเร็ว

ในเวลาเพียงไม่นาน แอพที่พัฒนาขึ้นบน ResearchKit ก็ช่วยให้สถาบันทางการแพทย์หลายแห่ง
สามารถ
ลงทะเบียนรับอาสาสมัครเข้าร่วมการวิจัยได้มากเป็นประวัติการณ์ และในขณะเดียวกันก็
ช่วยให้นักวิจัย
สามารถศึกษาทำความเข้าใจ ตลอดจนค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ
อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

สร้างภาพที่ชัดเจนขึ้น
ให้กับโรคพาร์กินสัน

ตั้งแต่เปิดตัวไปในปี 2015 แอพ mPower ได้มีการ
ลงทะเบียนรับอาสาสมัครเข้าร่วมการวิจัยไปแล้วกว่า
10,000 คน เรียกว่าเป็นการศึกษาวิจัยโรคพาร์กินสัน
ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ซึ่ง 93% ของ
อาสาสมัครนั้นไม่เคยเข้าร่วมการวิจัยใดๆ มาก่อนเลย
โดยแอพนี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับ
โรคพาร์กินสันได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการใช้ไจโรสโคปและ
คุณสมบัติอื่นๆ ของ iPhone เพื่อวัดความคล่องแคล่ว
ในการเคลื่อนไหว การทรงตัว ลักษณะการเดิน และ
ความทรงจำ
ซึ่งนักวิจัยจะได้รับข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์
มากขึ้นเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้อาการของโรค
ดีขึ้น
หรือแย่ลง เช่น การนอน การออกกำลังกาย และอารมณ์

ค้นพบวิธีที่ดีกว่า
ในการวินิจฉัยโรคออทิซึม

จากผลการวิจัยพบว่า หากปัญหาด้านพัฒนาการ
ของเด็ก
ได้รับการบำบัดรักษาตั้งแต่ช่วงแรกๆ อาจ
ทำให้เด็กมี IQ
ที่สูงขึ้นและมีทักษะในการเข้าสังคมที่
ดีขึ้นได้ ซึ่งแอพ
Autism & Beyond ก็เข้ามาช่วยใน
เรื่องนี้โดยการใช้
กล้อง HD ด้านหน้าของ iPhone
ควบคู่กับอัลกอริทึม
ตรวจจับใบหน้าอันล้ำสมัยใน
การวิเคราะห์การตอบสนอง
ทางอารมณ์ของเด็ก
ขณะดูวิดีโอได้ตั้งแต่อายุ 18 เดือน
ทำให้สามารถ
คัดกรองเด็กได้โดยไม่ต้องพาไปพบ
ผู้เชี่ยวชาญ
ด้วยตัวเอง รวมถึงเป็นการเปิดโอกาสให้เด็ก
ได้รับการวินิจฉัยและบำบัดรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
ยิ่งไปกว่านั้น
แอพนี้ยังลงทะเบียนรับอาสาสมัคร
ที่สนใจเข้าร่วมภายใน
เดือนแรกได้มากกว่าการ
ศึกษาก่อนหน้านี้ในสถานที่วิจัยจริง
ซึ่งยาวนาน
ถึง 9 เดือนด้วยซ้ำ ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ
มากเลยทีเดียว

หาวิธีคาดการณ์อาการชัก
ด้วย Apple Watch

นักวิจัยหวังว่าในที่สุดแล้ว Apple Watch น่าจะช่วย
คาดการณ์การเกิดอาการชักก่อนที่มันจะเกิดจริงๆ
ได้
ซึ่งตั้งแต่เปิดตัวไป แอพ EpiWatch ก็ช่วยให้เรา
สามารถ
ติดตามการกำเริบและระยะเวลาของอาการ
ชักได้อย่าง
แม่นยำในแบบเรียลไทม์ และทำให้มอง
เห็นความสัมพันธ์
ระหว่างการใช้ยากับอาการชักที่
เคยเกิดขึ้นในอดีต โดย
ผู้เข้าร่วมที่รู้สึกว่ากำลังจะ
เกิดอาการชักจะเปิดแอพนี้
ขึ้นมาโดยแตะที่กลไก
หน้าปัดบน Apple Watch จากนั้น
อุปกรณ์ตรวจจับ
การเคลื่อนไหวและเซ็นเซอร์วัดอัตรา
การเต้นของ
หัวใจก็จะเริ่มทำงาน และส่งการแจ้งเตือน
ไปยัง
สมาชิกครอบครัวหรือผู้ดูแลตามที่กำหนดไว้
โดยอัตโนมัติ

แอพ Autism & Beyond ช่วยให้โรงเรียน
สามารถคัดกรองเด็กที่อาจเป็นโรคออทิซึม
ได้ง่ายพอๆ กับการคัดกรองเด็กที่มีปัญหา
ทางการได้ยินหรือการมองเห็น ซึ่งการ
ตรวจ
พบอาการของโรคออทิซึมได้ตั้งแต่
ช่วงแรก
ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะมีผลต่อ
ความสำเร็จในการบำบัดรักษา

คุณเองก็มีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยได้
เพียงดาวน์โหลดหนึ่งในแอพเหล่านี้

โรคหอบหืด

แอพ Asthma Health ใช้คุณสมบัติ GPS ใน
iPhone เพื่อช่วยให้อาสาสมัครสามารถ
ดูแล
สุขภาพของตนเองได้ดียิ่งขึ้น โดยจะ
แสดง
ข้อมูลของพื้นที่ที่คุณภาพอากาศ
ไม่ดีแบบ
เรียลไทม์ และเนื่องจากแอพนี้จะ
ศึกษารูปแบบ
ของการเกิดอาการหอบหืด
เป็นรายบุคคล
นักวิจัยจึงหวังที่จะได้
ค้นพบวิธีใหม่ๆ ในการ
ปรับเปลี่ยน
แนวทางการบำบัดรักษาให้
เหมาะสม
กับผู้ป่วยแต่ละคน

Asthma Health

Mount Sinai, Weill Cornell Medical College, LifeMap

ดูเพิ่มเติมใน App Store ของ
สหรัฐอเมริกา

การกระทบกระเทือน

แอพ Concussion Tracker จะเฝ้าติดตาม
อาการ
ของผู้ป่วยเป็นเวลา 6 สัปดาห์
หลังจากเกิด
อาการบาดเจ็บที่ศีรษะ โดย
จะเก็บบันทึกรูปแบบ
การเต้นของหัวใจ
รวมถึงสมรรถนะของร่างกาย
และการ
รู้คิด ซึ่งนักวิจัยก็หวังว่าจะสามารถทำ
ความเข้าใจกับผลพวงในระยะยาว
ที่เกิดจาก
การกระทบกระเทือนได้

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)

ปัจจุบันมีการใช้แอพ StopCOPD เพื่อ
ศึกษา
เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือ
COPD และเพื่อหาปัจจัยเสี่ยง
ที่ทำให้เกิดโรค
ดังกล่าว โดยแอพนี้จะใช้
เซ็นเซอร์ต่างๆ ใน
Apple Watch เพื่อวัด
ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ
เช่น การเคลื่อนไหว
ของร่างกาย อัตราการ
เต้นของหัวใจ และ
รูปแบบการนอน เพื่อดูว่า
ปัจจัยแต่ละอย่าง
นั้นส่งผลต่อการเกิดอาการ
ในระบบ
ทางเดินหายใจอย่างไรบ้าง

โรคเบาหวาน

แอพ GlucoSuccess ใช้อุปกรณ์ตรวจจับ
การ
เคลื่อนไหวและไจโรสโคปใน iPhone
เพื่อวัด
การเคลื่อนไหวของร่างกาย ควบคู่
กับการ
รายงานอาหารและยาที่ทานเข้าไป
ด้วยตนเอง
เพื่อช่วยนักวิจัยศึกษาเกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์
ระหว่างระดับน้ำตาลกับการทำกิจกรรม อาหาร
และการบำบัดรักษา
ซึ่งผลการวิจัยก็ได้สนับสนุน
ความเชื่อที่
เริ่มเป็นที่แพร่หลายว่า โรคเบาหวาน
ชนิด
ที่ 2 สามารถแบ่งออกเป็นชนิดย่อยได้
อีกมาก โดยบางชนิดจะตอบสนองต่อ
การออกกำลังกายได้ดีกว่าชนิดอื่นๆ 

โรคไวรัสตับอักเสบ C

แอพ C Tracker ใช้ข้อมูลสุขภาพหลายๆ อย่าง
เช่น อัตราการเต้นของหัวใจและระดับการทำ
กิจกรรม ร่วมกับแบบสอบถามเกี่ยวกับอาการ
ของโรคและการบำบัดรักษา เพื่อช่วยนักวิจัย
ในการทำความเข้าใจว่าโรคไวรัสตับอักเสบ C
และการใช้ยาในปัจจุบันนั้นส่งผลอย่างไรต่อ
ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

โรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา

อาสาสมัครสามารถใช้แอพ Mole Mapper
ถ่ายภาพและเฝ้าติดตามว่าไฝมีการ
เปลี่ยนแปลง
หรือไม่และอย่างไร ซึ่ง
ในที่สุดแล้วจากการเก็บ
รวบรวมภาพ
จากอาสาสมัครหลายหมื่นคน
นักวิจัย
ต่างก็หวังว่าจะสามารถสร้างอัลกอริทึม
ที่คัดกรองโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาได้
ตั้งแต่
ในระยะแรกๆ นั่นเอง

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

แอพ PPD ACT จะช่วยให้นักวิจัยทำความ
เข้าใจ
ว่าพันธุกรรมมีส่วนทำให้เกิดภาวะ
ซึมเศร้าหลัง
คลอดหรือไม่ ซึ่งแอพนี้ถือเป็น
แอพแรกที่ใช้ iPhone เพื่อขอความยินยอม
จากอาสาสมัคร
ในการเก็บตัวอย่าง DNA
อีกด้วย จึงทำให้
กระบวนการทั้งหมดง่ายกว่าที่ผ่านมามาก
โดยหลังจากเข้าร่วมแล้ว จะมีการจัดส่ง
ชุดเก็บตัวอย่างที่ใช้งานได้ง่ายๆ ไปให้
อาสาสมัครแล้วค่อยส่งกลับมาทางไปรษณีย์

PPD ACT

University of North Carolina, National Institute of Mental Health

ดูเพิ่มเติมใน App Store ของ
สหรัฐอเมริกา

สุขภาพการนอน

นักวิจัยกำลังใช้แอพ SleepHealth เพื่อหา
ความเชื่อมโยงระหว่างนิสัยในการนอนกับ
ภาวะต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วน
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคซึมเศร้า โดย
แอพ SleepHealth จะใช้เซ็นเซอร์ต่างๆ ใน
Apple Watch เพื่อทดสอบการตื่นตัวใน
ระหว่างวัน และนำข้อมูลที่ได้ไปวัดเทียบกับ
รูปแบบและคุณภาพการนอนที่รายงานไว้

SleepHealth

University of California San Diego, American Sleep Apnea Association

ดูเพิ่มเติมใน App Store ของ
สหรัฐอเมริกา

ยังมีแอพเยี่ยมๆ ที่ถูกสร้างขึ้นด้วย ResearchKit อีกมากมาย

ดูแอพทั้งหมดใน App Store ของ
สหรัฐอเมริกา

CareKit ยิ่งคุณรู้จักสุขภาพของตัวเอง
มากเท่าไหร่ ก็ย่ิงดูแลได้ดี
มากขึ้นเท่านั้น

เพราะคุณเองสามารถมีบทบาทในการดูแลสุขภาพของตัวเองอย่าง
จริงจังได้ หากมีเครื่องมือ
ที่เหมาะสม และนั่นคือเหตุผลที่เราสร้าง
CareKit ซึ่งเป็นเฟรมเวิร์กแบบโอเพ่นซอร์สสำหรับ
ซอฟต์แวร์ขึ้นมา
เพื่อช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอพที่จะเข้ามาช่วยคุณจัดการกับ
โรคภัย
ไข้เจ็บและอาการต่างๆ ของคุณได้ โดยไม่ต้องหวังพึ่งแต่การพบ
แพทย์เพียงอย่างเดียว โดยคุณ
สามารถติดตามอาการต่างๆ ตลอดจน
การใช้ยาได้ด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ หรือแม้กระทั่ง
แชร์ข้อมูลนั้นเพื่อ
ให้ทีมแพทย์ที่ดูแลคุณมองเห็นภาพที่ชัดเจนและครอบคลุมยิ่งขึ้น
เกี่ยวกับสุขภาพของคุณ

แอพ EpiWatch ให้คุณส่งการ
แจ้งเตือนไปยัง
คนที่คุณรักเมื่อ
รู้ตัวว่ากำลังจะเกิดอาการชัก
ซึ่งสำหรับ
Shaina Mims แล้ว
นี่คือคุณสมบัติที่ช่วยให้เธอรู้สึก
อุ่นใจ
“ฉันรู้สึกว่าตัวเองสามารถ
ควบคุมอาการนี้ได้ และคิดว่า
มัน
จะช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคนี้ได้แน่”


แอพเยี่ยมๆ กำลังได้รับการพัฒนา
ด้วย CareKit แล้วในขณะนี้

ตอนนี้บรรดานักพัฒนาต่างก็เริ่มใช้เฟรมเวิร์ก CareKit เพื่อสร้างแอพสำหรับการดูแลสุขภาพกันแล้ว
ซึ่งอีกไม่นาน
คุณก็จะสามารถใช้แอพที่มีโมดูลของ CareKit อย่าง Care Card และ Insight Dashboard รวมอยู่ด้วยได้ อีกทั้งยัง
สามารถติดต่อสื่อสารกับทีมแพทย์ที่ให้การดูแลได้โดยตรงอีกด้วย
และนี่ก็คือแอพส่วนหนึ่งที่คุณจะได้ใช้เป็นแอพแรกๆ

นำวิธีการดูแลหลังผ่าตัด
ที่ดีกว่ามาสู่ผู้ป่วย

แอพสำหรับช่วงหลังการผ่าตัดแอพนี้จะบอกให้
คุณทราบ
ถึงวิธีที่ดีกว่าในการดูแลตัวเองเมื่อออก
จากโรงพยาบาล
โดยแอพจะใช้โมดูล Care Card
ของ CareKit ในการติดตาม
สิ่งที่ต้องทำหลังการ
ผ่าตัดได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น
การเฝ้าติดตาม
ระดับความปวด อุณหภูมิ ความสามารถ
ในการ
เคลื่อนไหว และการใช้ยา นอกจากนี้ก็ยังช่วยให้
คุณ
ติดต่อสื่อสารกับแพทย์ได้สะดวกยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกันทีม
ที่ให้การดูแลก็สามารถเข้าไป
ดูข้อมูลที่คุณป้อนไว้ และบอก
ให้ทราบในกรณีที่
คุณจำเป็นต้องพบแพทย์ได้อีกด้วย

แอพสำหรับการดูแลหลังการผ่าตัด

Texas Medical Center

เร็วๆ นี้

ดูแลจัดการอาการเรื้อรังต่างๆ
แบบวันต่อวัน

การต้องใช้ชีวิตอยู่กับภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังอาจเป็น
เรื่อง
ยากลำบาก แต่เมื่อมีแอพสำหรับจัดการกับ
โรคเรื้อรัง
แอพนี้แล้ว คุณและแพทย์ก็จะมีช่องทาง
สำหรับเฝ้าดูอาการ
ในแต่ละวัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความ
เข้าใจเกี่ยวกับโรคดังกล่าว
และสามารถให้การดูแล
ได้อย่างต่อเนื่องตามความเหมาะสม
ของแต่ละคน
โดยแอพนี้จะใช้โมดูล Insight Dashboard ของ
CareKit เพื่อให้คุณเห็นว่าอาการต่างๆ ดีขึ้น
มากน้อยแค่ไหน
เมื่อเวลาผ่านไป และยังสามารถ
บอกได้อย่างรวดเร็วว่า
การบำบัดรักษาด้วยวิธี
ใดบ้างที่ได้ผล อีกอย่างก็คือ
คุณสามารถแชร์
ข้อมูลดังกล่าวกับทีมแพทย์ที่
ให้การดูแลได้ด้วย

แอพสำหรับ
การดูแลอาการเรื้อรังต่างๆ

Beth Israel Deaconess Medical Center

เร็วๆ นี้

วิธีที่ง่ายกว่าในการ
จัดการโรคเบาหวาน

ในชีวิตประจำวันของผู้เป็นโรคเบาหวานจะต้องมี
การควบคุมระดับน้ำตาล
ในเลือดอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งแอพ One Drop ก็มาพร้อมโมดูลต่างๆ ของ
CareKit ที่ให้คุณเฝ้าติดตามอาการของตัวเอง
ได้ ไม่ว่าจะเป็นความปวด
ความหิว และอาการ
เวียนศีรษะ โดยเทียบกับข้อมูลที่วัดมาได้ เช่น
ระดับ
น้ำตาล โดยสามารถแชร์ข้อมูลทั้งหมดนี้
กับคนที่คุณรักและผู้ที่ให้
การดูแลได้ง่ายๆ
โดยตรงเลยจากในแอพ

แอพสำหรับการดูแลผู้ป่วย
โรคเบาหวาน

One Drop

ดูเพิ่มเติมใน App Store ของ

สหรัฐอเมริกา

เราพยายามช่วยให้ผู้ป่วย
ได้รับ
การดูแลรักษา ไม่ว่า
พวกเขา
จะอยู่ที่ไหน และ
เครื่องมือก็คือ
โทรศัพท์
ของพวกเขานั่นเอง

Dr. Ray Dorsey, University of Rochester

ความเป็นส่วนตัว แชร์ข้อมูลของคุณ
โดยที่ยังคงความเป็นส่วนตัวไว้

เราทราบดีว่าคุณให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลคุณมากแค่ไหน
ทั้ง ResearchKit และ CareKit
จึงได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยกัน
ทั้งคู่ โดยคุณจะเป็นผู้เลือกเองว่าการศึกษาวิจัยไหนที่
ต้องการเข้าร่วม และควบคุมได้
ว่าต้องการเปิดเผยข้อมูลอะไรกับแอพใดบ้าง ทั้งยังสามารถดูได้ตลอดเวลา
ว่ากำลัง
แชร์ข้อมูลอะไรอยู่

พันธมิตร เราทำงานร่วมกันกับพาร์ทเนอร์
ทางการแพทย์ระดับชั้นนำ

ในการพัฒนา ResearchKit และ CareKit นั้น เราได้ปรึกษากับโรงพยาบาล สถาบัน
การแพทย์ และมูลนิธิระดับชั้นนำ
หลายแห่งทั่วโลก ซึ่งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ
ของสถาบันเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยให้เราสามารถสร้างเฟรมเวิร์ก
สำหรับซอฟต์แวร์ที่
ตอบสนองความต้องการของคนทั่วไป และความท้าทายที่นักวิจัย
ทางการแพทย์ยุคใหม่ต้องเผชิญ
ได้เป็นอย่างดี

  • American Heart Association
  • Boston Children’s Hospital
  • COPD
  • Dana Farber Cancer Institute
  • Duke Medicine
  • Emory Healthcare
  • Harvard Medical School
  • Icahn School of Medicine at Mount Sinai
  • Johns Hopkins Medicine
  • Keck Medicine of USC
  • Keio University Hospital
  • Massachusetts General Hospital
  • NYU Langone Medical Center
  • OHSU
  • Sage Bionetworks
  • Stanford Medicine
  • UCSF
  • Universitats Freiburg Klinikum
  • University of Cape Town
  • University of Hong Kong
  • University of Nebraska Medical Center
  • University of Oxford
  • University of Rochester Medical Center
  • Yale School of Medicine

โอเพ่นซอร์ส
ทีนี้โลกทั้งใบก็ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ได้อย่างเต็มที่

เราเปิด ResearchKit และ CareKit เป็นโอเพ่นซอร์ส เพราะเราอยากให้ทุกคนได้มีส่วนในการช่วยพัฒนา
การศึกษาวิจัยทางการแพทย์ และได้รับประโยชน์จากการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งเฟรมเวิร์ก
แบบ
โอเพ่นซอร์สก็คือวิธีที่ดีที่สุดในการสนับสนุนให้ชุมชนนักวิจัยทางการแพทย์และนักพัฒนาหันมา
ทำงาน
ร่วมกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนแอพและวิธีการวิจัยระหว่างกัน ซึ่งเราแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้วว่า
จะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้างจากความร่วมมือในครั้งนี้

ResearchKit

นักพัฒนาทั่วโลกสามารถใช้
ResearchKit ได้แล้ว ดูเพิ่มเติมที่ researchkit.org

หากคุณเป็นนักวิจัยที่ต้องการทราบ
ข้อมูลเพิ่มเติม
โปรด ติดต่อเรา

CareKit

นักพัฒนาทั่วโลกสามารถใช้ CareKit ได้แล้ว ดูเพิ่มเติมที่ carekit.org

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม
โปรด ติดต่อเรา