คำถามเพิ่มเติม พบกับคำตอบอื่นๆ
เกี่ยวกับ Apple และสิ่งแวดล้อม

ใครคือผู้นำด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของ Apple

เมื่อเดือนมิถุนายน 2013 Tim Cook ประธานบริหารของ Apple ได้แต่งตั้งให้
Lisa P. Jackson เป็นรองประธานฝ่ายโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งหน้าที่ของ
สำนักงานโครงการด้านสิ่งแวดล้อมก็คือประสานกับทีมงานส่วนต่างๆ ของ Apple
เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ ร่วมมือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์ความก้าวหน้า
เกี่ยวกับความมุ่งมั่นของ Apple ในการลดผลกระทบที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศ พัฒนาวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์
ที่มีความปลอดภัยกว่า และใช้วัสดุอย่างคุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ขณะที่คณะกรรมการบริษัทของ Apple เองก็ดำเนินการตรวจสอบประธานบริหารและ
ผู้บริหารอาวุโสเกี่ยวกับศักยภาพและการดำเนินกิจการอย่างมีจริยธรรมอยู่เป็นกิจวัตร
เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเม็ดเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว
โดย Lisa ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายโครงการด้านสิ่งแวดล้อม นโยบาย และ
กิจกรรมทางสังคม จะรายงานตรงต่อประธานบริหาร ซึ่งวิธีการแบบบูรณาการของเรานี้
แสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมนั้นจะต้องผ่านการ
พิจารณาจากทีมงานระดับสูงสุดของบริษัท และสมาชิกในทีมผู้บริหารก็จะคอยตรวจสอบ
ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทุกชนิดในระหว่างขั้นตอนการพัฒนาอยู่เสมอ โดยให้ความสำคัญในเรื่อง
ของการเลือกวัสดุและการออกแบบ ซัพพลายเชน บรรจุภัณฑ์ และการประหยัดพลังงาน
ของผลิตภัณฑ์

Apple ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ Apple อย่างไร

Apple ได้ดำเนินการด้วย 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ในการประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (LCA)

  1. ในการสร้างโมเดลขั้นตอนการผลิตนั้น เราทำการวัดชิ้นส่วนทั้งหมดของผลิตภัณฑ์
    ทีละส่วนๆ ควบคู่ไปกับการใช้ข้อมูลการผลิตชิ้นส่วน โดยการวัดนี้ช่วยให้เราสามารถ
    ระบุขนาดและน้ำหนักของส่วนประกอบและวัสดุต่างๆ ในผลิตภัณฑ์นั้น ในขณะที่ข้อมูล
    เกี่ยวกับกระบวนการผลิตและการสูญเสียผลผลิตก็ช่วยให้เราสามารถประเมินผลกระทบ
    ที่เกิดจากการผลิตได้ โดยการประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ยังรวมไปถึงอุปกรณ์เสริม
    บรรจุภัณฑ์ และเครื่องที่ผ่านการซ่อมและเปลี่ยนชิ้นส่วนผ่าน AppleCare และ
    การปล่อยก๊าซที่ลดลงผ่านโครงการพลังงานสะอาดของเรา
  2. ในการสร้างโมเดลการใช้งานของลูกค้านั้น เราจะวัดปริมาณพลังงานที่ผลิตภัณฑ์หนึ่งใช้
    ขณะทำงานในสถานการณ์ที่จำลองขึ้น โดยรูปแบบการใช้งานประจำวันจะแยกตามแต่ละ
    ผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ และเป็นการผสมกันระหว่างข้อมูลการใช้งานจริงของลูกค้ากับข้อมูล
    ต้นแบบ ซึ่งจุดประสงค์การประเมินของเราในส่วนอายุการใช้งานโดยอ้างอิงจากเจ้าของ
    รายแรกนั้น เราได้กำหนดค่าในโมเดลไว้เท่ากับ 4 ปีสำหรับอุปกรณ์ macOS และ tvOS
    ส่วนอุปกรณ์ iOS และ watchOS จะเท่ากับ 3 ปี ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ Apple ส่วนมาก
    ก็มีอายุการใช้งานยาวนานกว่านั้น และมักถูกส่งต่อ จำหน่าย หรือส่งคืนมายัง Apple
    จากเจ้าของรายแรกไปยังผู้อื่น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้พลังงานของ
    ผลิตภัณฑ์ สามารถอ่านได้ในรายงานด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์
  3. สำหรับการสร้างโมเดลการขนส่ง เราใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้งจากการขนส่งผลิตภัณฑ์
    ประเภทเดียวและหลากหลายบรรจุภัณฑ์ ที่มีการขนส่งทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ
    โดยเราจะคำนึงถึงการขนส่งวัสดุระหว่างไซต์การผลิต การขนส่งผลิตภัณฑ์จากไซต์
    การผลิตไปยังศูนย์กระจายสินค้าประจำภูมิภาค การขนส่งผลิตภัณฑ์จากศูนย์กระจาย
    สินค้าประจำภูมิภาคไปยังลูกค้าแต่ละราย และการขนส่งผลิตภัณฑ์จากลูกค้าคนสุดท้าย
    ไปยังสถานที่รีไซเคิล
  4. ส่วนการสร้างโมเดลการสิ้นสุดอายุการใช้งาน เราใช้ข้อมูลส่วนประกอบวัสดุของผลิตภัณฑ์
    ของเรา และประเมินอัตราส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีการส่งไปรีไซเคิลหรือกำจัดทิ้ง ซึ่งในการส่ง
    ผลิตภัณฑ์ไปรีไซเคิลนั้น ผู้ให้บริการรีไซเคิลจะช่วยเราเก็บข้อมูลกระบวนการเบื้องต้น
    เพื่อจัดเตรียมผลิตภัณฑ์สำหรับคัดแยกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โลหะ พลาสติก และกระจก
    แต่จะไม่รวมถึงขั้นตอนการรีไซเคิลที่เกิดขึ้นถัดจากนั้น เพราะถือว่าเป็นขั้นตอนการผลิต
    ไม่ใช่กระบวนการเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ส่งไปกำจัดทิ้งนั้น เราก็ได้
    รวบรวมข้อมูลการปล่อยมลพิษที่เกี่ยวเนื่องกับการฝังกลบหรือการเผาทำลายวัสดุ
    แต่ละประเภทเอาไว้ด้วย
  5. หลังจากที่เรารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการผลิต การใช้งาน การขนส่ง และการสิ้นสุด
    อายุการใช้งานแล้ว เราจะรวมข้อมูลดังกล่าวเข้ากับข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
    ที่มีการแจกแจงอย่างละเอียด โดยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี้ได้มาจากชุดข้อมูล
    เกี่ยวกับการผลิตวัสดุ กระบวนการผลิตสินค้า การผลิตไฟฟ้า และการขนส่ง ซึ่งจะมี
    ทั้งข้อมูลเฉพาะของ Apple และข้อมูลเฉลี่ยของทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งในส่วนของพลังงาน
    หมุนเวียนที่ใช้ในซัพพลายเชน ทั้งที่ริเริ่มขึ้นเองโดยซัพพลายเออร์หรือผ่านโครงการ
    พลังงานสะอาดของซัพพลายเออร์ของ Apple ก็ล้วนถือเป็นส่วนหนึ่งในโมเดล LCA
    โดยที่การนำข้อมูลเฉพาะผลิตภัณฑ์มารวมกับข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนในการประเมิน
    วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์นี้ ช่วยให้เราสามารถรวบรวมรายละเอียดผลลัพธ์ที่ได้เกี่ยวกับ
    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันสืบเนื่องมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น ทั้งนี้ ข้อมูลและ
    แนวทางการสร้างโมเดลจะถูกนำไปตรวจสอบคุณภาพและความถูกต้องโดย
    สถาบัน Fraunhofer Institute ในประเทศเยอรมนี

Apple ได้กำหนดเป้าหมายการลดปริมาณ
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือไม่

เราคำนวณปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นต์ของเราอย่างครอบคลุม โดยเราไม่ได้พิจารณา
เพียงแค่การปล่อยมลพิษจากการปฏิบัติงานโดยตรงของเราเท่านั้น แต่เรายังมองถึง
คาร์บอนที่เป็นผลกระทบจากทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ของเราด้วย ด้วยเหตุนี้ เราจึง
เริ่มจัดทำโครงการพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจังเพื่อที่จะจัดการกับการปล่อยมลพิษเหล่านี้
โดยในปี 2018 เราได้ประกาศผลสำเร็จตามเป้าหมายในการจ่ายพลังงานให้กับอาคารสถานที่
ในองค์กรของเรา (ตามขอบเขตที่ 2) ด้วยพลังงานหมุนเวียน นั่นหมายถึงเราสร้างหรือจัดหา
พลังงานหมุนเวียน 100% สำหรับจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับศูนย์ข้อมูล ร้านค้า และ
สำนักงานของเราใน 43 ประเทศทั่วโลก

นอกจากนี้เรายังมีเป้าหมายในการลดการปล่อยมลพิษในซัพพลายเชนด้วยการช่วยเหลือ
ซัพพลายเออร์ของเราให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดด้วย โดยภายในปี 2020 เราและ
ซัพพลายเออร์ของเราตั้งใจจะผลิตหรือจัดหาพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 4 กิกะวัตต์เพื่อ
ลดการปล่อยมลพิษจากการผลิตสินค้าของเรา ซึ่งคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของ
คาร์บอนฟุตพริ้นต์ในกระบวนการผลิตของเราในปัจจุบัน

Apple ได้รับการตรวจสอบและรับรองความเชื่อมั่น
จากภายนอกสำหรับข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่

ใช่ เราได้รับการตรวจสอบจากภายนอกในด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1, 2
และ 3 รวมถึงการใช้พลังงาน ของเสีย และผลกระทบต่อน้ำ สำหรับศูนย์ข้อมูล สำนักงาน
และร้านค้าของเราทั่วโลก โดยมี Bereau Veritas (BV) เป็นผู้ให้ "การรับรองแบบ
สมเหตุผล" สำหรับข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการรับรองระดับ
สูงสุดของอุตสาหกรรมนี้ ดูคำแถลงของ BV ที่นี่

ส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของเราซึ่ง
คำนวณโดยใช้การประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์นั้น ได้รับการตรวจสอบเพื่อวัดคุณภาพ
และความถูกต้องโดยสถาบัน Fraunhofer Institute ในประเทศเยอรมนี ตามมาตรฐาน
การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ISO 14000 ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ได้แก่
ISO 14040 และ 14044 ดูคำแถลงของ Fraunhofer ที่นี่

Apple มีนโยบายด้านสุขภาพอนามัยสิ่งแวดล้อม
และความปลอดภัยหรือไม่

มี Apple มุ่งมั่นที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานของเรา
รวมถึงลูกค้าของเรา และชุมชนทั่วโลกที่เราปฏิบัติงานอยู่ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม
โปรดอ่าน แถลงการณ์นโยบายด้านสุขภาพอนามัยสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (PDF)
ของเรา

Apple ทำดัชนีชี้วัดข้อมูลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม
โดยใช้แนวทางการทำรายงานผลการพัฒนาอย่างยั่งยืน
Global Reporting Initiative (GRI) Sustainability
Reporting Guidelines ใช่หรือไม่

การเปิดเผยข้อมูลว่าด้วยนโยบายและโครงการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ
การกำกับดูแลถือเป็นพันธกิจของ Apple ขณะเดียวกันเราก็ยังนำเสนอความก้าวหน้า
ในการดำเนินงานผ่านรายงานต่างๆ มากมายที่เผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งรวมถึง
รายงานด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมประจำปี 2018 ด้วย โดยรายงานเหล่านี้
ประกอบด้วยการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานที่ใช้แนวทางการทำรายงานผลการพัฒนา
อย่างยั่งยืน Global Reporting Initiative (GRI) G4 Sustainability Reporting
Guidelines ซึ่งคุณสามารถดูดัชนี GRI ของ Apple ได้ ที่นี่

Apple จำกัดการใช้สารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
และสิ่งแวดล้อมหรือไม่

ใช่ เรามีข้อมูลจำเพาะว่าด้วยสารควบคุม หรือ Regulated Substances Specification
ของ Apple ที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสารหลายชนิดที่ถูกจำกัดหรือห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์
บรรจุภัณฑ์ และการผลิตของ Apple โดยผลิตภัณฑ์ของ Apple ทั้งหมดต้องเป็นไปตาม
ระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตราย (RoHS) ของยุโรป ซึ่งจำกัดการใช้สารตะกั่ว
รวมถึงสารอื่นๆ และด้วยความที่เรามีมาตรการป้องกันและระวังการใช้สารต่างๆ อยู่แล้ว
ข้อจำกัดหลายๆ ข้อของ Apple จึงสูงกว่าที่ระเบียบข้อบังคับกำหนดไว้ ดู ข้อมูลจำเพาะ
ว่าด้วยสารควบคุมของ Apple (PDF) หรือ ดูเพิ่มเติม เกี่ยวกับความพยายามของเรา
ในการลดและหยุดการใช้สารที่เป็นอันตราย

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ Apple ทั้งหมดยังเป็นไปตามระเบียบที่ระบุไว้ในหนังสือเวียนของ
เวียดนาม หรือ Vietnam Circular ฉบับที่ 30/2011/TT-BCT ว่าด้วยการใช้ตะกั่วและ
สารอื่นๆ ในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์

Apple จำกัดการใช้สารหน่วงการติดไฟกลุ่มโบรมีน (BFR)
และโพลีไวนิลคลอไรด์ (PVC) ในผลิตภัณฑ์หรือไม่

ใช่ Apple จะถือว่าวัสดุนั้นเป็นวัสดุที่ปลอดสาร BFR และ PVC หากวัสดุนั้นมีสารโบรมีน
และคลอรีนน้อยกว่า 900 ส่วนต่อหนึ่งล้าน (ppm) ซึ่งการจำกัดปริมาณที่ 900 ppm
นับได้ว่าเป็นหนึ่งในข้อกำหนดที่เคร่งครัดที่สุดในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และมี
ความเข้มข้นต่ำกว่าการห้ามใช้สารตะกั่วในระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตราย
หรือ RoHS ของยุโรป เนื่องจากตามปกติหากมีการใช้ BFR และ PVC ระดับของโบรมีน
หรือคลอรีนจะต้องสูงกว่า 900 ppm อย่างมากจึงจะมีผล

การเลิกใช้ BFR และ PVC ของ Apple ครอบคลุมถึงทุกการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่
ของ Apple ที่ผลิตตั้งแต่ปี 2009 และผลิตภัณฑ์ Beats ทั้งหมดที่ผลิตตั้งแต่ปี 2016
และถึงแม้ว่าการเลิกใช้สารดังกล่าวของ Apple จะครอบคลุมผลิตภัณฑ์และส่วนประกอบ
ส่วนใหญ่ แต่ผลิตภัณฑ์ Beddit และการออกแบบผลิตภัณฑ์ Apple รุ่นก่อนๆ อาจ
ไม่ปลอดสาร BFR และ PVC 100% อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์เหล่านี้รวมถึงชิ้นส่วนทดแทน
และอุปกรณ์เสริม ยังคงได้รับการออกแบบตามที่ระเบียบข้อบังคับกำหนดไว้ ส่วนสายไฟ
ในอินเดียและเกาหลีใต้ที่ยังประกอบด้วยสาร PVC นั้นสืบเนื่องมาจากข้อกำหนดเฉพาะ
ของประเทศดังกล่าว ซึ่งเรายังอยู่ในระหว่างการขออนุมัติการใช้วัสดุทดแทน PVC

REACH คืออะไร และ Apple ปฏิบัติตามระเบียบ
ข้อบังคับ REACH อย่างไร

The Registration, Evaluation, Authorization and Restriction of Chemicals
Regulation EC 1907/2006 หรือที่โดยทั่วไปเรียกว่า REACH คือระเบียบข้อบังคับ
ของสหภาพยุโรปว่าด้วยสารเคมีและการใช้งานอย่างปลอดภัย ซึ่งองค์การจัดการ
สารเคมี
แห่งสหภาพยุโรปได้มีการตีพิมพ์รายชื่อสารเคมีเพื่อการขออนุญาต รวมถึง
ระบุกลุ่มสาร
ที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง (SVHC) ที่ผู้ผลิตต้องเปิดเผยข้อมูลให้ลูกค้า
ทราบหากใช้สารนั้นๆ
ในผลิตภัณฑ์สูงกว่า 0.1% เมื่อเทียบกับน้ำหนัก

อย่างไรก็ตามจากรายชื่อสารเคมีเพื่อการขออนุญาตฉบับปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์
Apple ไม่มี
SVHC สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องเปิดเผย ยกเว้น Apple Remote,
iMac, Mac Pro และ
Mac mini ที่มาพร้อมแบตเตอรี่เซลล์แบบเหรียญที่มีสาร
1,2-ไดเมทธอกซีอีเธน ซึ่ง SVHC
ในแบตเตอรี่แบบเหรียญนั้นก็ไม่เสี่ยงต่อความ
ปลอดภัยของลูกค้า หากคุณต้องการ
ความมั่นใจว่าแบตเตอรี่แบบเหรียญจะได้รับ
การรีไซเคิลอย่างถูกวิธี คุณสามารถไปที่
www.apple.com/th/recycling เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการรีไซเคิลของเรา

Apple ใช้สารที่ทำลายชั้นโอโซนหรือไม่

Apple ไม่ใช้สารเคมีที่ทำลายชั้นโอโซน (ODC) ในกระบวนการใดๆ เพื่อผลิตส่วนประกอบ
วัสดุ หรือวัสดุที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ Apple ตามที่กำหนดในพิธีสารมอนทรีออล
ว่าด้วยสารที่ทำลายชั้นโอโซน

ฉันจะใช้แบตเตอรี่ในอุปกรณ์ Apple
อย่างเต็มประสิทธิภาพได้อย่างไร

คุณสามารถดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการชาร์จแบตเตอรี่และวิธีใช้แบตเตอรี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ได้ที่ www.apple.com/th/batteries/maximizing-performance

ฉันควรจะเปลี่ยนแบตเตอรี่อุปกรณ์ Apple ของฉันเมื่อไหร่
และควรทำอย่างไร

คุณสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้บริการและการรีไซเคิลแบตเตอรี่ของคุณได้
โดยไปที่ www.apple.com/th/iphone-battery-and-performance และ
www.apple.com/th/batteries/service-and-recycling

Apple มีข้อเสนอด้านการรีไซเคิลหรือไม่

มี คุณสามารถนำอุปกรณ์ Apple ประเภทใดก็ได้ไปรีไซเคิลผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเรา
ก็จะดูแลจนมั่นใจว่าอุปกรณ์ต่างๆ นั้นได้รับการรีไซเคิลอย่างรับผิดชอบ หรือมีโอกาส
ถูกนำกลับไปใช้อีกครั้ง คุณสามารถไปที่ www.apple.com/th/recycling เพื่อดู
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการรีไซเคิลของเรา นอกจากนี้ Apple ยังให้บริการรีไซเคิล
บรรจุภัณฑ์ฟรีตามสั่ง สำหรับลูกค้ากลุ่มพาณิชย์ การศึกษา และสถาบันในสหรัฐอเมริกา
และแคนาดา โปรดติดต่อตัวแทนขายของ Apple หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

Apple กำหนดมาตรฐานด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อม
และสิทธิแรงงานในซัพพลายเชนหรือไม่

ระเบียบปฏิบัติของเรามีการกล่าวถึงมาตรฐานระดับสูงที่เรากำหนดไว้ เพื่อสร้างสภาพ
การทำงานที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น การปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็นธรรม และการใช้แนวปฏิบัติ
ที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในการผลิต โดยเราได้เรียกร้องให้ซัพพลายเออร์ทุกรายที่ทำธุรกิจ
ร่วมกับ Apple แสดงเจตจำนงที่จะยินยอมปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติและมาตรฐานที่รองรับ
ของเรา นอกจากนี้ เรายังมีกระบวนการประเมินที่เข้มงวดในการบังคับใช้ระเบียบปฏิบัตินี้
และเมื่อเราค้นพบอะไรก็ตามที่ไม่สอดคล้องกับระเบียบปฏิบัตินี้ เราจะร่วมมือกับซัพพลายเออร์
เพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ให้ดีขึ้น ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความพยายามของเรา
ในการเข้าถึงซัพพลายเชนอย่างครอบคลุมได้ที่เว็บไซต์ความรับผิดชอบของซัพพลายเออร์