การยืดระยะเวลา
การใช้งานและอายุแบตเตอรี่

"ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่" หมายถึงระยะเวลาที่อุปกรณ์ของคุณ
สามารถทำงานได้ก่อนที่จะต้องชาร์จใหม่ ส่วน "อายุแบตเตอรี่" หมายถึง
ระยะเวลาที่แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้จนกว่าจะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่
ดังนั้นหากคุณสามารถยืดระยะเวลาทั้งสองอย่างให้นานที่สุดได้ คุณก็จะ
ได้ใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ Apple ได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะ
เป็นอุปกรณ์ชิ้นไหนก็ตาม

คำแนะนำสำหรับ iPhone, iPad
และ iPod touch

อัพเดทซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

หมั่นตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ของคุณใช้ iOS เวอร์ชั่นล่าสุด

  • หากคุณใช้ iOS 5 หรือใหม่กว่า ให้ตรวจสอบว่าต้องอัพเดทซอฟต์แวร์หรือไม่
    โดยไปที่ "การตั้งค่า > ทั่วไป > รายการอัพเดทซอฟต์แวร์"
  • หากมีรายการอัพเดทใหม่ คุณสามารถเสียบอุปกรณ์เข้ากับแหล่งจ่ายไฟ
    แล้วอัพเดทแบบไร้สาย หรือเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์แล้วอัพเดทด้วย
    iTunes เวอร์ชั่นล่าสุด

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอัพเดท iOS

ตั้งค่าให้เหมาะสม

ไม่ว่าคุณจะมีวิธีการใช้อุปกรณ์อย่างไรก็ตาม มีสองวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยยืดระยะ
เวลาการใช้งานแบตเตอรี่
นั่นก็คือการปรับความสว่างหน้าจอและการใช้ Wi‑Fi

หรี่ความสว่างของหน้าจอ หรือเปิดใช้งาน "ปรับความสว่างอัตโนมัติ" เพื่อยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่

  • หากต้องการหรี่ ให้เปิดศูนย์ควบคุมแล้วลากแถบเลื่อนความสว่างลง
  • การปรับความสว่างอัตโนมัติจะช่วยปรับความสว่างของหน้าจอตามสภาพแสงในขณะใช้งานให้
    โดยอัตโนมัติ ซึ่งในการเปิดใช้งานนั้นให้ไปที่ "การตั้งค่า >
    ทั่วไป > การช่วยการเข้าถึง > การช่วยเหลือ
    จอแสดงผล" แล้วเปิด
    "ปรับความสว่างอัตโนมัติ"

ในขณะที่คุณใช้อุปกรณ์ของคุณในการรับส่งข้อมูล การเชื่อมต่อกับ Wi‑Fi จะใช้พลังงานน้อยกว่าการเชื่อมต่อ
ผ่านเครือข่ายเซลลูลาร์ ดังนั้นจึงดีกว่าหากคุณทำ
การเชื่อมต่อ Wi‑Fi ไว้เสมอ หากต้องการเปิด Wi‑Fi
ให้ไปที่ "การตั้งค่า > Wi‑Fi" เพื่อเข้าถึง "เครือข่าย Wi‑Fi"

เปิดใช้งานโหมดพลังงานต่ำ

โหมดพลังงานต่ำที่เพิ่มเข้ามาใน iOS 9 ช่วยให้คุณยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ของ iPhone
ได้ง่ายๆ เมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด โดย iPhone จะบอกให้คุณทราบเมื่อแบตเตอรี่ลดลงเหลือ 20% และบอก
อีกครั้งเมื่อเหลือเพียง 10% ซึ่งขณะเดียวกันก็ยังให้คุณเปิดโหมดพลังงานต่ำได้ด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว
หรือคุณจะเปิดเองก็ได้โดยไปที่ "การตั้งค่า > แบตเตอรี่" โดยโหมดพลังงานต่ำจะลดความสว่างของจอภาพ
ปรับประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ให้เหมาะสม และลดภาพเคลื่อนไหวของระบบให้เหลือน้อยที่สุด ดังนั้น
แอปต่างๆ รวมถึงเมลจะไม่ดาวน์โหลดคอนเทนต์อยู่ในเบื้องหลัง ส่วนคุณสมบัติอย่าง AirDrop, การซิงค์
iCloud และ "ความต่อเนื่อง" ก็จะไม่สามารถใช้งานได้ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น คุณก็ยังสามารถใช้ฟังก์ชั่นหลักๆ
เช่น โทรออกและรับสาย อีเมล และรับส่งข้อความ รวมถึงใช้งานอินเทอร์เน็ตและอื่นๆ ได้เช่นเดิม และเมื่อไหร่
ที่ชาร์จโทรศัพท์จนแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นมาถึงระดับหนึ่งแล้ว โหมดพลังงานต่ำก็จะปิดเองโดยอัตโนมัติ

ดูข้อมูลการใช้แบตเตอรี่

iOS ช่วยให้คุณสามารถจัดการกับระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่
บนอุปกรณ์ของคุณได้อย่างง่ายดาย เพราะตอนนี้คุณสามารถดูสัดส่วน
ของแบตเตอรี่ที่แต่ละแอปใช้ได้ (เว้นแต่ว่าอุปกรณ์กำลังชาร์จแบตเตอรี่
อยู่) ซึ่งเมื่อต้องการดูการใช้งานของคุณ ให้เข้าไปที่
"การตั้งค่า > แบตเตอรี่"

ต่อไปนี้เป็นข้อความที่คุณอาจเห็นอยู่
ใต้แอปที่คุณกำลังใช้งานอยู่

กิจกรรมเบื้องหลัง ข้อความนี้แสดงว่าแบตเตอรี่ถูกใช้งานโดยแอปใดแอปหนึ่งซึ่งทำงานในเบื้องหลังขณะที่คุณกำลังใช้งาน
อีกแอปหนึ่งอยู่

  • เพื่อยืดระยะเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่ คุณสามารถปิดคุณสมบัติที่อนุญาตให้แอปต่างๆ รีเฟรชตัวเองอยู่เบื้องหลังได้ โดยไปที่ "การตั้งค่า > ทั่วไป > ดึงข้อมูลใหม่ให้แอปอยู่เบื้องหลัง" แล้วเลือก "Wi-Fi", "Wi-Fi และข้อมูลเซลลูลาร์" หรือ "ปิด" เพื่อปิดการดึงข้อมูลใหม่ให้แอปอยู่เบื้องหลังทั้งหมด
  • หากแอปเมลมีข้อความแสดงว่ามีกิจกรรมเบื้องหลัง คุณสามารถเลือกที่จะดึงข้อมูลเอง หรือเพิ่มรอบระยะเวลาในการเรียกข้อมูลให้นานขึ้น โดยไปที่ "การตั้งค่า > บัญชีและรหัสผ่าน > ดึงข้อมูลใหม่"

ตำแหน่งที่ตั้งและตำแหน่งที่ตั้งเบื้องหลัง ข้อความนี้แสดงว่าแอปนั้นกำลังใช้บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง

  • คุณสามารถยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานที่สุด
    ได้ด้วยการปิดบริการหาตำแหน่งที่ตั้งสำหรับแอป โดยไปปิดใน
    "การตั้งค่า > ความเป็นส่วนตัว > บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง"
  • ในบริการหาตำแหน่งที่ตั้ง คุณจะเห็นแอปต่างๆ ที่ตั้งค่าขออนุญาตใช้บริการนี้ และแอปที่เพิ่ง
    ใช้บริการหาตำแหน่งที่ตั้งไป จะมีลูกศรปรากฏอยู่ถัดจากสวิตช์เปิด/ปิด

หน้าจอโฮมและหน้าจอล็อค ข้อความนี้แสดงว่าหน้าจอโฮมหรือหน้าจอล็อคกำลังแสดงอยู่บนอุปกรณ์ของคุณ เช่น จอภาพถูกปลุกด้วยการกดปุ่มโฮมหรือมีการแจ้งเตือน

  • หากแอปปลุกจอภาพด้วยการแจ้งเตือนบ่อยๆ คุณสามารถปิดการแจ้งเตือนแบบพุชของแอปดังกล่าวได้ใน "การตั้งค่า > การแจ้งเตือน" แตะที่แอปแล้วตั้งค่า "อนุญาตการแจ้งเตือน" ให้เป็น "ปิด"

ไม่มีบริการเซลลูลาร์และมีสัญญาณต่ำ ข้อความนี้หมายความว่าคุณอยู่ในบริเวณที่สัญญาณของบริการเซลลูลาร์ไม่ดี และอุปกรณ์ iOS ของคุณกำลังค้นหาสัญญาณที่ดีกว่า หรือคุณกำลังใช้อุปกรณ์ในสภาวะสัญญาณต่ำ ซึ่งอาจส่งผลต่อระยะเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่ได้

  • คุณสามารถยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานที่สุดได้ด้วยการเปิดโหมดเครื่องบิน โดยเปิดศูนย์ควบคุม จากนั้นแตะไอคอนโหมดเครื่องบิน ทั้งนี้โปรดทราบว่าคุณไม่สามารถโทรออกหรือรับสายได้ในขณะที่อยู่ในโหมดเครื่องบิน

เสียบปลั๊กและเปิดคอมพิวเตอร์
เพื่อชาร์จอุปกรณ์ของคุณ

ตรวจดูให้แน่ใจว่าคอมพิวเตอร์ของคุณเสียบปลั๊กและเปิดอยู่ ขณะที่คุณกำลังใช้คอมพิวเตอร์เพื่อชาร์จอุปกรณ์ iOS ของคุณผ่าน USB เพราะหากว่าอุปกรณ์ของคุณทำการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ที่ปิดเครื่อง อยู่ในโหมดพักหรือโหมดสแตนด์บาย จะทำให้แบตเตอรี่ของอุปกรณ์หมดไปเรื่อยๆ และโปรดทราบว่าอะแดปเตอร์แปลงไฟ FireWire หรือที่ชาร์จแบตเตอรี่ในรถยนต์แบบ FireWire นั้นไม่สามารถใช้ชาร์จ iPhone 3G และ iPhone 3GS ได้

คำแนะนำสำหรับ Apple Watch

อัพเดทซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

หมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่า Apple Watch ของคุณใช้ watchOS เวอร์ชั่นล่าสุด

  • หากต้องการทราบว่าคุณต้องอัพเดทหรือไม่ ให้เปิดแอป Apple Watch บน iPhone ของคุณและไปที่ "Apple Watch ของฉัน > ทั่วไป > รายการอัพเดทซอฟต์แวร์"
  • หากมีการอัพเดทใหม่ ให้คุณเชื่อมต่อ iPhone กับ Wi-Fi แล้วติดที่ชาร์จเข้ากับ Apple Watch
    (ควรแน่ใจว่าแบตเตอรี่ชาร์จไฟไว้แล้วอย่างน้อย 50%)
    แล้วค่อยอัพเดทแบบไร้สาย

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอัพเดท watchOS

ปรับแต่งการตั้งค่าของคุณ

วิธีการเหล่านี้จะช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ Apple Watch ของคุณ

  • ในระหว่างการออกกำลังกายด้วยการเดินหรือวิ่ง ให้เปิดโหมดประหยัดพลังงานเพื่อปิดการใช้งาน
    เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งสามารถทำได้โดยเปิดแอป Apple Watch บน iPhone
    แล้วไปที่ "Apple Watch ของฉัน > การออกกำลังกาย" และเปิด "โหมดประหยัดพลังงาน"
    โปรดทราบว่าการปิดเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ อาจทำให้การคำนวณการ
    เผาผลาญแคลอรี่ไม่แม่นยำเท่ากับเมื่อเปิดอยู่
  • ในกรณีที่คุณออกกำลังกายเป็นเวลานาน คุณสามารถเลือกใช้สายคาดอกแบบ Bluetooth
    แทนเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจที่มีมาให้ในตัวได้ สำหรับการจับคู่สายคาดอกแบบ Bluetooth
    เข้ากับนาฬิกาของคุณ ให้แน่ใจว่าสายคาดอกอยู่ในโหมดการจับคู่ จากนั้นเปิด "การตั้งค่า"
    บน Apple Watch เลือก Bluetooth และเลือกจากรายการอุปกรณ์สุขภาพ
  • ในกรณีที่คุณเคลื่อนไหวมืออยู่ตลอดและรู้สึกว่าจอภาพนาฬิกาเปิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าที่ควรจะเป็น
    คุณก็สามารถป้องกันไม่ให้จอภาพเปิดขึ้นทุกครั้งที่ยกข้อมือขึ้นมาได้ ด้วยการเปิด "การตั้งค่า"
    บน Apple Watch เลือก "ทั่วไป" จากนั้นเลือก "ปลุกหน้าจอ" และปิด "ปลุกหน้าจอเมื่อยกข้อมือขึ้น"
    และเมื่อไหร่ที่ต้องการเปิดจอภาพก็เพียงแค่แตะที่จอภาพหรือกด Digital Crown
  • การปิดใช้งาน Bluetooth บน iPhone จะยิ่งทำให้เปลืองแบตเตอรี่ของ Apple Watch มากขึ้น
    ดังนั้นเพื่อให้การสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น ให้เปิดใช้งาน Bluetooth
    บน iPhone ไว้เสมอ

เปิดใช้งานโหมดประหยัดพลังงาน

โหมดประหยัดพลังงาน ซึ่งมาพร้อมกับ watchOS 9 เป็นหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ของ Apple Watch ในยามจำเป็น อย่างในตอนที่คุณนั่งเครื่องบินยาวๆ หรือเพิ่งรู้ตัวว่าคืนนี้ไม่ได้พกที่ชาร์จมา โดยเมื่อต้องการเปิดใช้งาน ก็เพียงปัดขึ้นเพื่อเปิดศูนย์ควบคุม แล้วแตะตรงเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ หรือไปที่ "การตั้งค่า > แบตเตอรี่"

โหมดประหยัดพลังงานช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่โดยการปิดจอภาพแบบติดตลอด จำกัดการเชื่อมต่อระบบเซลลูลาร์และ Wi‑Fi ของ Apple Watch และปิดการอ่านค่าจากเซ็นเซอร์ในเบื้องหลัง ซึ่งรวมถึงการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ การแจ้งเตือนอัตราการเต้นของหัวใจเร็วและช้า และการวัดระดับออกซิเจนในเลือด

Apple Watch จะพยายามรับการแจ้งเตือนประมาณหนึ่งครั้งต่อชั่วโมงเมื่อไม่มี iPhone อยู่ในระยะ และโหมดประหยัดพลังงานจะปิดคุณสมบัติ อย่างเช่น การวัดอัตราการเต้นของหัวใจในเบื้องหลัง การแจ้งเตือนอัตราการเต้นของหัวใจ และการวัดระดับออกซิเจนในเลือด โดยเมื่อ Apple Watch ชาร์จถึง 80% แล้ว โหมดประหยัดพลังงานจะปิดโดยอัตโนมัติ

ดูข้อมูลการใช้แบตเตอรี่

เมื่อต้องการดูข้อมูลการใช้แบตเตอรี่และประวัติการชาร์จ ให้เปิดแอปการตั้งค่าบน Apple Watch แล้วไปที่ "แบตเตอรี่"

เสียบปลั๊กและเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อชาร์จ
Apple Watch ของคุณ

หากต้องการชาร์จแบตเตอรี่จากคอมพิวเตอร์ ตรวจดูให้แน่ใจว่าคอมพิวเตอร์เสียบปลั๊กและเปิดอยู่ในขณะที่
คุณกำลังใช้เพื่อชาร์จ Apple Watch ผ่าน USB เพราะหากว่า Apple Watch ของคุณทำการเชื่อมต่อกับ
คอมพิวเตอร์ที่ปิดเครื่อง อยู่ในโหมดพัก หรือโหมดสแตนด์บาย อาจทำให้แบตเตอรี่ของ Apple Watch
หมดไปเรื่อยๆ

หากต้องการรับบริการสำหรับแบตเตอรี่ Apple Watch โปรดติดต่อ Apple
หรือผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต

คำแนะนำสำหรับ iPod shuffle, iPod nano และ iPod classic

อัพเดทซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

หมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่า iPod ของคุณใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นล่าสุดจาก Apple เพียงวาง iPod บนแท่นวาง หรือเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ จากนั้น iTunes
ก็จะแจ้งให้คุณทราบทันทีหากมีรายการอัพเดทใหม่ๆ

ตั้งค่าให้เหมาะสม

สวิตช์ Hold และการหยุดชั่วคราว ตั้งสวิตช์ Hold เมื่อคุณไม่ได้ใช้ iPod วิธีนี้จะช่วยให้ iPod ของคุณไม่ถูกเปิดขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจและช่วยลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น หากคุณไม่ได้ฟังเพลงจาก iPod ก็ควรกดหยุดชั่วคราว หรือปิดเครื่องโดยกดปุ่ม "เล่น" ค้างไว้สองวินาที

ตัวปรับแต่งเสียง (EQ) การเพิ่ม EQ ในการฟังเพลงจะทำให้โปรเซสเซอร์ของ iPod ทำงานนหนักขึ้น เนื่องจากว่า EQ ไม่ได้ถูกเข้ารหัสมาในเพลง ดังนั้นหากคุณไม่ได้ใช้งานเราขอแนะนำให้ปิด EQ อย่างไรก็ตาม หากคุณใส่ EQ ลงในเพลงต่างๆ ใน iTunes คุณจะต้องตั้ง EQ เป็น "แฟล็ท" เพื่อให้มีผลเหมือนการ "ปิด" เนื่องจาก
iPod จะใช้ EQ ตามที่ตั้งค่าไว้ใน iTunes

ไฟแบ็คไลท์ การตั้งค่าให้ไฟแบ็คไลท์ "เปิดตลอด" นั้นจะทำให้ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ลดลงอย่างมาก จึงขอแนะนำให้ใช้ไฟแบ็คไลท์เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

เสียบปลั๊กและเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อชาร์จ iPod ของคุณ

ตรวจดูให้แน่ใจว่าคอมพิวเตอร์ของคุณเสียบปลั๊กและเปิดอยู่ ขณะที่คุณกำลังใช้คอมพิวเตอร์เพื่อชาร์จ iPod ของคุณผ่าน USB เพราะหากว่า iPod ของคุณทำการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ที่ปิดเครื่อง อยู่ในโหมดพัก หรือโหมดสแตนด์บาย จะทำให้แบตเตอรี่ของ iPod หมดไปเรื่อยๆ

คำแนะนำสำหรับ MacBook Air
และ MacBook Pro

อัพเดทซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

หมั่นตรวจสอบให้แน่ใจว่า MacBook ของคุณใช้ macOS เวอร์ชั่นล่าสุด และเมื่อคุณเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
macOS จะตรวจสอบรายการอัพเดทซอฟต์แวร์ให้โดยอัตโนมัติเป็นประจำทุกสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม คุณยังคง
ควบคุมได้ว่าจะทำการติดตั้งเมื่อไหร่ และเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณกำลังใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นล่าสุดอยู่
ให้ไปที่เมนู Apple แล้วเลือก "รายการอัพเดทซอฟต์แวร์"

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอัพเดท macOS

ตั้งค่าให้เหมาะสม

พลังงาน แผงการตั้งค่าการประหยัดพลังงานนั้นมีการตั้งค่ามากมายที่เป็นตัวกำหนดระดับการใช้พลังงาน
สำหรับ MacBook ของคุณ โดย MacBook จะทราบได้ว่ามีการเสียบปลั๊กและจะปรับการทำงานให้สอดคล้อง
ไปตามนั้น และเมื่อคุณใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ MacBook จะหรี่หน้าจอลง รวมถึงใช้ส่วนประกอบอื่นๆ
เท่าที่จำเป็น แต่หากคุณเปลี่ยนแปลงการตั้งค่านี้เพื่อให้เครื่องทำงานเต็มประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ของคุณ
ก็จะหมดเร็วขึ้น

ความสว่าง หรี่แสงหน้าจอลงในระดับต่ำสุดที่ยังคงมองเห็นได้สบายตา เพื่อให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานที่สุด เช่น เมื่อคุณกำลังดูวิดีโอบนเครื่องบินในขณะที่ไฟปิดหมดทุกดวง คุณอาจไม่ต้องใช้ความสว่างเต็มที่

Wi-Fi Wi-Fi นั้นใช้พลังงานมาก แม้ว่าคุณจะไม่ได้ใช้เพื่อเชื่อมต่อกับเครือข่ายอยู่ก็ตาม ซึ่งคุณสามารถ
ปิด Wi-Fi ได้ในเมนูสถานะ Wi-Fi ตรงแถบเมนู หรือใน
"การตั้งค่าเครือข่าย"

แอปพลิเคชันและอุปกรณ์ต่อพ่วง ถอดอุปกรณ์ต่อพ่วงและปิดแอปพลิเคชันเมื่อไม่ใช้งาน และนำ SD การ์ดออกจากเครื่องทุกครั้งเมื่อไม่ใช้

เสียบปลั๊กและเปิด MacBook ของคุณเพื่อชาร์จอุปกรณ์อื่นๆ

ตรวจดูให้แน่ใจว่า MacBook ของคุณเสียบปลั๊กและเปิดอยู่ ขณะที่คุณกำลังใช้ MacBook เพื่อชาร์จอุปกรณ์อื่นๆ ของคุณผ่าน USB ไม่เช่นนั้นอุปกรณ์เหล่านั้น
อาจทำให้แบตเตอรี่ใน MacBook ของคุณหมดเร็วกว่าปกติ และหากว่าอุปกรณ์อื่นๆ ทำการเชื่อมต่อกับ MacBook ที่ปิดเครื่อง อยู่ในโหมดพัก หรือโหมดสแตนด์บาย แบตเตอรี่ของอุปกรณ์นั้นๆ ก็อาจหมดไปเรื่อยๆ ได้เช่นกัน

เคล็ดลับในการยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่

การจัดการสุขภาพแบตเตอรี่อัตโนมัติ

ระบบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่มาพร้อมเครื่องจะจัดการกับรูปแบบในการชาร์จและอุณหภูมิของแบตเตอรี่เพื่อช่วยลดการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่

  • คุณสมบัติการชาร์จเพื่อถนอมแบตเตอรี่และขีดจำกัดการชาร์จเพื่อถนอมแบตเตอรี่จะปรับการทำงานให้เหมาะกับการใช้งานของคุณในแต่ละวันเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ในระยะยาว โดยที่คุณสมบัติการชาร์จเพื่อถนอมแบตเตอรี่นั้นมีให้ใช้งานบนทุกแพลตฟอร์มตั้งแต่ iOS 13, watchOS 7 และ macOS Big Sur เป็นต้นมา และยังอาจชะลอการชาร์จโดยอัตโนมัติเพื่อให้ชาร์จเต็ม 100% ในช่วงก่อนที่คุณจะต้องใช้แบตเตอรี่ไม่นาน โดยพิจารณาจากพฤติกรรมการชาร์จในแต่ละวันของคุณ ส่วน Apple Watch Ultra สามารถลดระยะเวลาที่แบตเตอรี่มีการชาร์จอยู่ในระดับสูงได้ดียิ่งขึ้นโดยการเรียนรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรชาร์จถึงขีดจำกัดการชาร์จเพื่อถนอมแบตเตอรี่ และเมื่อไหร่ที่ควรปล่อยให้ชาร์จจนเต็ม
  • อีกทั้งยังอาจมีการหยุดชาร์จชั่วคราวขณะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิร้อนหรือเย็นขั้นเอ็กซ์ตรีม และกลับมาชาร์จต่อเมื่ออุณหภูมิแบตเตอรี่กลับมาอยู่ในช่วงอุณหภูมิสำหรับการใช้งานปกติ นอกจากนี้ตั้งแต่ iOS 16 เป็นต้นไป คุณอาจเห็นการแจ้งเตือนบนหน้าจอล็อคเมื่อมีการหยุดชาร์จชั่วคราวด้วยเหตุผลนี้ และใน iOS 16 และ watchOS 9 เป็นต้นไปยังสามารถดูข้อมูลการหยุดชาร์จชั่วคราวได้ด้วยใน "การตั้งค่า > แบตเตอรี่"

เก็บให้ห่างจากบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง
หรือต่ำผิดปกติ

อุปกรณ์ของคุณได้รับการออกแบบมาให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับอุณหภูมิโดยรอบ
ที่หลากหลาย โดยมีช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดอยู่ระหว่าง 16 ถึง 22 °C และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือจะต้อง
ระวังไม่ให้อุปกรณ์ของคุณสัมผัสกับอุณหภูมิโดยรอบที่สูงเกินกว่า 35 °C เพราะอาจสร้างความเสียหายอย่าง
ถาวรให้กับความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งหมายความว่าแบตเตอรี่จะไม่สามารถจ่ายไฟให้อุปกรณ์ได้นานเท่าเดิมจาก
การชาร์จแต่ละครั้ง อีกทั้งการชาร์จอุปกรณ์ในที่ที่มีอุณหภูมิโดยรอบสูงก็อาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมลงมากกว่า
เดิมได้ด้วย และเมื่อชาร์จเกิน 80% ไปแล้ว ซอฟต์แวร์อาจจำกัดการชาร์จหากอุณหภูมิของแบตเตอรี่สูงกว่า
ระดับที่แนะนำ หรือแม้แต่การเก็บแบตเตอรี่ไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงก็ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้เช่นกัน ส่วนการใช้
งานอุปกรณ์ในสภาพแวดล้อมที่เย็นมากนั้น คุณอาจพบว่าแบตเตอรี่หมดเร็วขึ้น แต่อาการเช่นนี้จะเป็นเพียง
แค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะเมื่ออุณหภูมิของแบตเตอรี่กลับเข้าสู่ช่วงอุณหภูมิการทำงานปกติ
ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ก็จะกลับสู่สภาพเดิม

สภาพอุณหภูมิที่เหมาะสมกับ iPhone, iPad, iPod
และ Apple Watch
0 °C
35 °C
เย็นเกินไป อุณหภูมิห้อง ร้อนเกินไป

iPhone, iPad, iPod และ Apple Watch ทำงานได้ดีที่สุดที่อุณหภูมิโดยรอบ
0 ถึง 35 °C
อุณหภูมิในการจัดเก็บ: -20 ถึง 45 °C

สภาพอุณหภูมิที่เหมาะสมกับ MacBook
10 °C
35 °C
เย็นเกินไป อุณหภูมิห้อง ร้อนเกินไป

MacBook ทำงานได้ดีที่สุดที่อุณหภูมิโดยรอบ 10 ถึง 35 °C
อุณหภูมิในการจัดเก็บ: -20 ถึง 45 °C

ควรถอดเคสบางประเภทออกระหว่างชาร์จ

การชาร์จอุปกรณ์ขณะที่ใส่อยู่ในเคสบางประเภทอาจทำให้เครื่องร้อนเกินไป และส่งผลเสียต่อความจุของแบตเตอรี่ได้ หากคุณพบว่าอุปกรณ์ของคุณร้อนในขณะชาร์จ ให้ถอดอุปกรณ์ออกจากเคสก่อน

ชาร์จไฟอุปกรณ์ไว้ครึ่งหนึ่ง
ของความจุ
หากคุณต้องการ
จัดเก็บไว้เป็นระยะเวลานาน

หากคุณต้องการจัดเก็บอุปกรณ์ของคุณไว้เป็นระยะเวลานาน มีปัจจัยหลักสองประการที่จะส่งผลต่อสภาพโดยรวมของแบตเตอรี่ นั่นคืออุณหภูมิของสภาพแวดล้อม และ
ระดับการชาร์จของอุปกรณ์เมื่อปิดเครื่องเพื่อจัดเก็บ ดังนั้น เราจึงขอแนะนำให้
คุณปฏิบัติดังนี้

  • ห้ามชาร์จจนเต็มหรือคายประจุจนหมด แต่ให้ชาร์จแบตเตอรี่ของคุณไว้ที่ประมาณ 50% เพราะการเก็บอุปกรณ์ของคุณหลังจากที่ใช้แบตเตอรี่จนหมดเกลี้ยงจะส่งผลให้แบตเตอรี่นั้นเข้าสู่สถานะคายประจุหมด และอาจไม่สามารถเก็บไฟได้อีก ในทางตรงกันข้าม หากคุณเก็บอุปกรณ์ที่ชาร์จไฟไว้เต็มเป็นระยะเวลานาน ความจุของแบตเตอรี่อาจลดลง ซึ่งจะส่งผลให้แบตเตอรี่มีระยะเวลาในการใช้งานลดลง
  • ปิดอุปกรณ์เพื่อไม่ให้มีการใช้งานแบตเตอรี่เพิ่มเติมอีก
  • เก็บอุปกรณ์ของคุณไว้ในที่ที่มีอากาศเย็นและปราศจากความชื้น ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า 32 °C
  • หากคุณคิดจะจัดเก็บอุปกรณ์ของคุณนานกว่า 6 เดือน ขอแนะนำให้คุณชาร์จไฟไว้ที่ 50% ทุกๆ 6 เดือน

อย่างไรก็ตามเมื่อคุณนำอุปกรณ์ออกมาใช้หลังจากจัดเก็บเป็นระยะเวลานาน อุปกรณ์ของคุณอาจอยู่ในสถานะแบตเตอรี่ต่ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่จัดเก็บอุปกรณ์ด้วย โดยหลังจากนำออกมาจากการจัดเก็บ อาจต้องชาร์จไฟเป็นเวลา 20 นาทีด้วยอะแดปเตอร์ของอุปกรณ์ก่อน จึงจะสามารถใช้งานได้